สธ.เตือนระวังภัยจาก"ขยะอันตราย"ในบ้านเรือน เสี่ยงมะเร็ง กระดูกผุ ปอดพัง ไตวายวันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 14:17:35 น.
Share
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1275549568&grpid=&catid=04
ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 5 มิถุนายน 2553 เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก กระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยเรื่องขยะ โดยเฉพาะขยะอันตรายที่เกิดจากครัวเรือน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ใช้กันมากเช่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีทำความสะอาด ถ่านไฟฉาย หลอดไฟ ซากเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ขยะเหล่านี้มีสารเคมีตกค้าง เป็นอันตรายทั้งต่อสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั้งดิน น้ำ อากาศ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ดร.พรรณสิริ กล่าวว่า ในปี 2546 พบขยะอันตรายจากชุมชนปีละประมาณ 4 แสนตัน กว่าครึ่งเกิดในกทม.ปริมณฑลและภาคกลาง ขยะเหล่านี้ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีน้อยมาก กระทรวงสาธารณสุขไม่แนะนำให้ประชาชนกำจัดขยะอันตรายด้วยตนเอง แต่แนะนำให้แยกขยะอันตรายออกจากขยะทั่วไป โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่กำจัดขยะ ควรจะจัดถังหรือถุงขยะสีส้ม ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของขยะอันตราย และรณรงค์ให้ประชาชนนำขยะอันตรายใส่ถุงสีส้มเพื่อแยกขยะอันตรายออกจากขยะมูลฝอยทั่วไป ซึ่งจะเป็นการลดการแพร่กระจายของสารพิษสู่สิ่งแวดล้อมและประชาชน เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังมีการตื่นตัวกับขยะอันตรายน้อยมาก
ทางด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า ขยะอันตรายหมายถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้แล้วแต่ยังมีสารเคมีอันตรายหลงเหลืออยู่ เช่นกระป๋องสเปรย์ ภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีทำสะอาด สารเคลือบเงาต่างๆ ซากถ่านไฟฉาย หลอดไฟ ซากเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยซากขยะเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะมีสารโบรมีน ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ถ่านไฟฉายมีสารแคดเมียม เป็นอันตรายต่อโครงสร้างของกระดูก ปอด ไต อาจเกิดไตวายได้ หลอดไฟฟ้ามีสารปรอท เป็นอันตรายต่อระบบประสาท แบตเตอร์รี่มีสารตะกั่วทำลายเม็ดเลือดแดง ทำให้พัฒนาการสมองในเด็กช้าลง สติปัญญาด้อยลง
กลุ่มที่เสี่ยงสัมผัสขยะอันตรายได้แก่ กลุ่มที่มีอาชีพเก็บหรือรับซื้อของเก่า หรือที่เรียกว่าซาเล๊ง มักนำภาชนะบรรจุสารเคมีไปล้าง แล้วเทสารเคมีที่ยังเหลืออยู่ลงดินหรือลงน้ำ ทำให้ดินและน้ำปนเปื้อนสารพิษ ขอให้งดการกระทำดังกล่าว ให้นำไปทิ้งในที่ที่เทศบาลหรืออบต.จัดไว้ให้ และไม่ควรรับซื้อภาชนะดังกล่าว ขณะคัดแยกขยะควรใส่ถุงมือยางและใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกสารพิษ เพราะสารพิษบางตัวซึมผ่านผิวหนังได้
นายแพทย์มานิตกล่าวต่อว่า ในการป้องกันขยะอันตราย สำหรับประชาชนทั่วไป ก่อนทิ้งให้แยกขยะอันตรายออกจากขยะทั่วไป ควรเลือกใช้สารจากธรรมชาติแทนสารเคมี เช่นน้ำหมักจุลินทรีย์ ใช้สมุนไพรป้องกันแมลง และช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังขยะอันตรายในชุมชน เช่นหากมีการนำขยะอันตรายมาทิ้งในชุมชน ให้รีบแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นหรือเกี่ยวข้องให้ทราบเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป โดยกระทรวงสาธารณสุขจะทำการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพและแนวทางการจัดการขยะอันตรายจากชุมชนในเร็วๆนี้ เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขป้องกันอันตรายจากขยะเหล่านี้ต่อไป
รายละเอียด : ระวัง!! ของเสียอันตราย
http://203.172.130.100/nfe_webkm/display_directory_view.php?direct=direct&&search=%C3%D0%C7%D1%A7!!+%A2%CD%A7%E0%CA%D5%C2%CD%D1%B9%B5%C3%D2%C2&&enc_id=1703
การจัดการของเสียที่เป็นอันตรายโดยไม่ระมัดระวัง หรือไม่ถูกต้องเหมาะสมจะก่อให้เกิดปัญหาพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้ 4 ประการคือ
1. ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง การสัมผัสหรือเกี่ยวข้องกับของเสียที่เป็นอันตรายซึ่งประกอบด้วยสารพิษที่เป็นสารก่อมะเร็ง อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้โดยเฉพาะเมื่อได้รับสารเหล่านั้นเป็นเวลาติดต่อกันนาน ๆ อาทิ การหายใจเอาอากาศที่มีสารพวกไดออกซิน เบนซิน ฟอร์มาลดีไฮด์เข้าไป หรือกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมีพวกยาฆ่าแมลง
2. ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่น การที่ได้รับสารเคมีหรือสารโลหะหนักบางชนิดเข้าไปในร่างกาย อาจทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ จนอาจถึงตายได้ เช่น โรคทางสมองหรือทางประสาท หรือโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย ตัวอย่างของโรคที่เกิดจากการจัดการของเสียที่เป็นอันตรายอย่างไม่ถูกต้อง เช่น โรคมินามาตะ ซึ่งเกิดจากสารปรอท โรคอิไต-อิไต ซึ่งเกิดจากสารแคดเมียมและโรคแพ้พิษสารตะกั่ว เป็นต้น
3. ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สารโลหะหนัก หรือสารเคมีต่าง ๆ ที่เจือปนอยู่ในของเสียที่เป็นอันตราย นอกจากจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์แล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทั้งพืชและสัตว์ ทำให้เจ็บป่วยและตายได้เช่นกัน หรือถ้าได้รับสารเหล่านั้นในปริมาณไม่มากพอที่จะทำให้เกิดอาการอย่างเฉียบพลัน ก็อาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างของโครโมโซมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม นอกจากนี้การสะสมของสารพิษไว้ในพืชหรือสัตว์แล้วถ่ายทอดไปตามห่วงโซ่อาหาร ในที่สุดอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ซึ่งนำพืชและสัตว์ดังกล่าวมาบริโภค
4. ทำให้เกิดผลเสียหายต่อทรัพย์สินและสังคม เช่น เกิดไฟไหม้ เกิดการกัดกร่อนเสียหายของวัสดุ เกิดความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมทำให้เกิดปัญหาทางสังคมด้วย
ที่มา : http://www.school.net.th
ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส.และวิชาการดอทคอม
ที่มา www.thaihealth.or.th
--------------------------------------------------------------------------------
ระวัง! อันตรายสารพัดพิษภัยจากขยะ http://www.vcharkarn.com/varticle/43510
ภาพขยะกองโตในช่วงน้ำท่วม ขยะที่ไปปิดกั้นทางเดินของน้ำในคูหนอง คลอง ตลอดจนเส้นทางสัญจร ที่กลายเป็นน้ำไปแล้วในขณะนี้ นอกจากปัญหาทางทัศนียภาพ กลิ่นเน่าเหม็น ที่สัมผัสได้แล้ว ปัญหาต่อไปที่คนกรุง หรือผู้ประสบภัยในเมืองใหญ่ต้องเผชิญก็คือ เชื้อโรคสารพัดชนิดที่มากับขยะ โดยเฉพาะใน กทม. เพราะหลังน้ำลดจะมีขยะให้จัดการมากถึง 3 ล้านตันเลยทีเดียว
แน่นอนว่า ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ขยะเหล่านี้จะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่อาจทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นมาได้ นับเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุข ที่อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานสถานการณ์ในมุมมองต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ ปัญหาจากขยะ น้ำสีดำและกลิ่นเหม็นเน่าจากสิ่งปฏิกูล รวมทั้งเริ่มมีการแพร่พันธุ์ของยุง ที่จะทำให้เกิดไข้มาลาเรีย และไข้เลือดออกตามมา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น กล่าวว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมขังยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจทำให้มีโรคติดต่ออย่างท้องร่วง ไข้เลือดออกและมาลาเรีย ที่อาจแพร่ระบาดในอีกไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าได้
ด้านหนังสือพิมพ์เดอะวอลสตรีท เจอร์นัลรายงานว่า กรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับขยะจำนวนมหาศาลที่ลอยมากับสายน้ำ ทั้งโฟม พลาสติก ขยะสดอย่างเศษอาหาร สิ่งปฏิกูล ซากสัตว์ และขยะปนเปื้อนสารพิษต่างๆ ซึ่งไม่เฉพาะความเสี่ยงต่อแหล่งสะสมและการแพร่เชื้อโรคอย่างดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงตัวการสำคัญของการกีดขวางทางเดินของน้ำที่จะระบายออกสู่ทะเลอีกด้วย
จากการสำรวจของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าคุณภาพน้ำหลายจุดมีค่าออกซิเจนละลายน้ำ (ดีโอ) ไม่ถึง 1 มิลลิกรัมต่อลิตรซึ่งหมายถึงคุณภาพของน้ำอยู่ในภาวะเสื่อมโทรมมาก ที่สำคัญ คือ มีขยะจำนวนมากที่เพิ่มพูนขึ้นจากการโยนทิ้งลงน้ำที่ไหลท่วมอยู่รอบบ้าน
นอกจากปัญหาขยะและโรคระบาดที่อาจตามมาแล้ว ในสถานการณ์น้ำท่วมขัง ซึ่งยังคงไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาให้หมดไปในเร็ววัน ปัญหาต่างๆ ที่ Hospital & Healthcare ได้ไปรวบรวมมาให้คนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำระวังไว้ก็คือภัยใกล้ตัวที่ไม่อาจมองข้ามจากขยะ โดยเฉพาะขยะอันตรายที่สามารถพบได้ในบ้านพักอาศัยหลังน้ำลด
1) สารทำความสะอาด เมื่อน้ำท่วมอาจทำให้สารเหล่านี้รั่วหรือซึมออกมาภายในบ้าน เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาเช็ดกระจก น้ำยาถูพื้น
2) สารเคมีหรือของเหลวที่ใช้กับรถยนต์ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันก๊าด แบตเตอรี่
3) อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น วิทยุ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ กล้องถ่ายรูป
4) ผลิตภัณฑ์อันตรายในสวน เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช
5) ผลิตภัณฑ์หรือสารเคมีอื่นๆ เช่น สีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสีในห้องเก็บของ เครื่องสำอางและยา หลอดไฟ เทอร์โมมิเตอร์ สารเคมีที่ใช้สำหรับสระว่ายน้ำ สารเคมี และสารไวไฟอื่นๆ
ผลิตภัณฑ์และสารต่างๆ ที่ยกตัวอย่างให้เห็นนั้น เมื่อเราเข้าไปเก็บกวาดในบ้านอาจทำให้เกิดอันตรายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อสุขภาพได้ เนื่องจากเป็น "ขยะอันตราย" เพราะมีส่วนผสมของโลหะหนัก และสารเคมีต่างๆ มากมาย เช่น ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม นิกเกิล แมงกานีส สารหนู หากเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดความผิดปกติได้อย่างที่เราแทบไม่อยากเชื่อ เช่น ถ่านไฟฉาย มีสารแคดเมียม อันตรายต่อโครงสร้างกระดูก ปอด และไต ส่วนแมงกานีส จะส่งผลทำให้อารมณ์แปรปรวน ประสาทหลอน สมองอักเสบได้
หรือจะเป็นหลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ ถ่านกระดุม ที่มีสารปรอท ซึ่งจะไปทำอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง แบตเตอรี่รถยนต์ มีธาตุตะกั่วที่สามารถทำอันตรายต่อระบบการสร้างเม็ดเลือดแดง และพัฒนาการของสมองเด็ก ซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นสารก่อมะเร็งชั้นเยี่ยม เป็นต้น
นอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์และสารเคมีที่มีอันตรายต่อสุขภาพแล้ว หลังจากทำความสะอาดอาคารบ้านเรือน โดยการสวมถุงมือยาง รองเท้าบูท และเคลื่อนย้ายสารพิษอย่างระมัดระวังแล้ว จำเป็นที่ "ทุกคน" จะต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการแยกขยะมีพิษออกจากขยะทั่วไปให้เหมาะสม เช่น เก็บใส่ถุงดำให้เรียบร้อยแล้วเขียนป้ายระบุเป็นวัตถุอันตราย เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเก็บแยกได้ง่ายขึ้น ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างลงแหล่งน้ำหรือสิ่งแวดล้อม หากพบวัตถุอันตราย หรือไม่แน่ใจให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาเก็บกู้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกคนจะมีจิตสำนึก และรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการทิ้งขยะให้เป็นที่ ไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลองร่วมกันคัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะจำนวนมหาศาลโดยการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือเราจะยังอยู่ในวังวนเดิมๆ ในแบบ "ทำอะไรตามใจคือไทยแท้" มักง่าย และไม่รู้ร้อนรู้หนาวหรือเรียนรู้จากมหันตภัยที่เกิดขึ้นเลย
อะฟลาทอกซินจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
Aspergillus flavusอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เป็นสารพิษชนิดหนึ่งซึ่งมักพบเจือปนอยู่ในอาหาร เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ประเภทเชื้อรากลุ่ม Aspergillus flavus, A. parasiticus และ A. nomius แต่ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อราชนิด Aspergillus flavus ที่เจริญเติบโตอยู่บนเมล็ดถั่วลิสงและข้าวโพดและอาจพบในข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี มันสำปะหลัง หอม กระเทียม พริกแห้ง [1] มีสีเขียวหรือสีเขียวแกมเหลือง มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สามารถทนความร้อนสูง การต้มหรือทอดไม่สามารทำลายสารนี้ได้
อะฟลาทอกซิน เมื่อบริโภคจำนวนมากทำให้อาการท้องเดิน อาเจียน ถ้าบริโภคแบบสะสมเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ [2]
อัลฟาท๊อกซิน http://www.baanjomyut.com/library/health/002.html
สารอัลฟาท๊อกซิน เป็นสารที่สร้างจากเชื้อรา Aspergillus ซึ่งเป็นเชื้อราตระกูลเดียวกับที่พบตามขนมปังที่เก็บไว้นานๆ นั่นเอง เชื้อชนิดนี้บางตระกูลสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า อัลฟาท๊อกซินขึ้น ซึ่งสารพิษนี้สามารถชักนำให้เกิดมะเร็งตับได้ เชื้อราชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในอาหารบางอย่าง ซึ่งเก็บไว้อย่างไม่ถูกวิธี และมีความชื้น เช่น ถั่ว พริกป่น ข้าวโพด ข้าวสาร เป็นต้น การศึกษาจากประเทศจีนตอนใต้พบว่า อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งตับ ในผู้ป่วยที่เป็บโรคตับอักเสบแบบบีเรื้อรัง ในหมู่บ้านที่มีสารอัลฟาท๊อกซินปนเปื้อนในอาหารสูงกว่า กลุ่มประชากรที่เป็นตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง ที่บรโภคอาหารที่ไม่ได้ปนเปื้อนด้วยสารอัลฟาท๊อกซินอย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังที่กล่าวมาแล้ว
กรมวิทย์เผย ผัก-ผลไม้นำเข้าพบอะฟลาท็อกซินเพียบ http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9540000082335
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กรกฎาคม 2554 14:11 น. Share3
ภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยผลการตรวจ อาหารนำเข้า และเครื่องดื่มที่มีพืช ผัก ผลไม้ผสม ระหว่างเดือน ม.ค.53 - ม.ค.54 จำนวน 426 ตัวอย่าง พบอะฟลาท็อกซินเกินมาตรฐาน อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร (สคอ.) ได้ตรวจวิเคราะห์สารพิษจากเชื้อราอะฟลาท็อกซินในตัวอย่างอาหารนำเข้า ที่เก็บและส่งตรวจ โดยกองงานด่านอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ระหว่างเดือนมกราคม 2553 ถึงเดือนมกราคม 2554 จำนวน 426 ตัวอย่าง ได้แก่ ถั่วลิสง เมล็ดเกาลัด ถั่วขาว เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดถั่วลันเตา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง อัลมอนด์ ถั่วมาคาเดเมีย เมล็ดแตงโม ถั่วพิตาชิโอ ถั่วปากอ้า เมล็ดงา เมล็ดข้าวโพดดิบ เมล็ดข้าวโพดสำหรับทำ ป๊อปคอร์น ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ พริกแห้ง พริกป่น อบเชย พริกไทย เมล็ดผักชี โป๊ยกั๊ก กระเทียม ชอกโกแลต ขนมแครกเกอร์ แป้งถั่วเหลือง อาหารเช้าซีเรียล เครื่องดื่มที่มีพืช ผัก ผลไม้ผสม และชา ตรวจพบถั่วลิสงมีอะฟลาท็อกซินปนเปื้อนเกินเกณฑ์มาตรฐาน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดให้มีปนเปื้อนได้ไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 4 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 0.9 ของตัวอย่างที่วิเคราะห์ทั้งหมด และคิดเป็นร้อยละ 6.7 ของตัวอย่างถั่วลิสงที่ส่งตรวจทั้งหมด 60 ตัวอย่าง
รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวต่ออีกว่า เนื่องจากสภาพภูมิอากาศ ของประเทศไทยเป็นแบบร้อนชื้น ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดเชื้อราได้ง่าย อีกทั้งสารพิษอะฟลาท็อกซินไม่สามารถทำลายได้ด้วยความร้อนหรือการชะล้าง ดังนั้น ผู้บริโภคต้องเลือกซื้ออาหารโดยการสังเกตว่าไม่มีเชื้อรา รอยกัดแทะ ของแมลงหรือสัตว์ ในส่วนการเก็บรักษา ก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรเก็บอาหารในที่มิดชิด ไม่มีความชื้นสูง ไม่ให้เกิดไอน้ำในบรรจุภัณฑ์ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดสารพิษจากเชื้อราอะฟลาท็อกซินได้
นายมงคล เจนจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อะฟลาท็อกซิน (aflatoxin) เป็นสารพิษที่เกิดจาก เชื้อราสายพันธุ์แอสเปอร์จิลลัส ฟลาวัช (Aspergillus flavus) และแอสเปอร์จิลลัส พาราซิติคัส (Aspergillus paraciticus) เชื้อราสายพันธุ์นี้เจริญเติบโตได้ดีในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ในสภาวะที่เหมาะสม คือ ความชื้นร้อยละ 18-30 อุณหภูมิ 43-63 องศาเซลเซียส หากร่างกายได้รับสารนี้จะสามารถสะสมพิษได้ ซึ่งจะมีผลต่อตับ ทำให้เกิด จนถึงระดับ ที่ทำให้เกิดอันตรายจะส่งผลต่อตับ เช่น ทำให้เกิดโรคตับแข็ง ตับอักเสบ เลือดออกในตับ เซลล์ตับถูกทำลาย และอาจก่อให้เกิดมะเร็งตับได้ และหากได้รับปริมาณที่สูงในครั้งเดียว จะมีผลให้เปิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ปอดบวม ชัก หมดสติและอาจทำให้เสียชีวิตได้ อัลฟาท็อกซินมักพบในพืชตระกูลถั่ว โดยเฉพาะถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสง นอกจากนี้ยังพบในอาหารแห้งหลายชนิด เช่น พริก ข้าวโพด กระเทียม หัวหอม เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้บริโภคควรเลือกบริโภคอาหารแห้งที่ใหม่จากฤดูกาลเก็บเกี่ยว หลีกเลี่ยงอาหาร ที่เก่าเก็บหรือเลือกรับประทานอาหารสด เช่น พริกสดแทนพริกแห้ง หรือกำจัดเปลือก ในการประกอบอาหาร เช่น ถั่วคั่วให้กำจัดเปลือกที่ร่อนออก
พริกป่น ถั่วเหลือง http://www.beautyfullallday.com/?subject=35
Mycotoxins สารพิษจากเชื้อราอะฟลาท็อกซิน http://www.unisys-th.com/page40.php
สารพิษจากเชื้อรา mycotoxins ที่ปนเปื้อนอาหาร เท่าที่ค้นพบแล้วมีประมาณ100ชนิด สร้างโดยเชื้อราประมาณ200สายพันธุ์
การปนเปื้อนของสารพิษจากรามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจการผลิตอาหาร องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติประมาณว่า ทั่วโลกสูญเสียอาหารที่เนื่องจากการปนเปื้อนของพิษจากราถึง100ล้านตันต่อปี และที่สำคัญกว่านั้นก็คือมีผลต่อสุขภาพมนุษย์ ในบรรดาสารพิษจากเชื้อราที่รู้จักทั้งหมดนั้น เชื้อราที่เป็นปัญหาหลักของการปนเปื้อนอาหาร ได้แก่
1. อะฟลาท็อกซิน บี 1, บี 2 ,จี 1, จี 2 , เอ็ม 1 และ เอ็ม 2 (Aflatoxins B1, B2, G1, G2, M1 and M2) เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษต่อตับ คือ แอสเพอร์จิลลัส ฟลาวัส (Aspergillus flavus)
สารนี้มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ถึง 260 องศาเซลเซียส และถูกทำลายด้วยสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นด่าง
บี (B) หมายถึง บลู (blue) คือลักษณะของสารนี้จะมีสีฟ้า
จี (G) หมายถึง กรีน (green) คือให้สีเขียว
เมื่อดูภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต UV ขนาดความยาวคลื่น 365 นาโนเมตร
เอ็ม (M) หมายถึงสารที่พบในน้ำนมวัว คือมิลค์ (milk) เป็นผลมาจากการบริโภคอาหารสัตว์ปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน บี1
ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (2529) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 กำหนดให้มีอะฟลาท็อกซินทุกชนิดในอาหารทั่วไปได้ไม่เกิน 20 ส่วนในพันล้านส่วน (คือ 20 ไมโครกรัมในอาหาร1กิโลกรัม
2. สเตอริกมาโตซิสติน (Sterigmatocystin) เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ แอสเพอร์จิลลัส เวอร์ซิโคเลอร์ (Aspergillus versicolor)
3. ซีราลีโนน (Zearalenone) เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ ฟิวซาเรียม กรามิเนียรุม(Fusarium graminearum) เป็นพิษต่ระบบฮอร์โมน
4. โอคราท็อกซิน (Ochratoxins) เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ เพนิซิลเลียม ไวริดิคาตุม (Penicillium viridicatum) เป็นพิษต่อไต
5. พาทูลิน (Patulin) เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ เพนิซิลเลียม พาทูลุม (Penicillium patulum) เป็นพิษต่อระบบประสาท
6. ที-2 ท็อกซิน ทริโคเทซีเนส (T-2 toxin, trichothecenes) เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ ฟิวซาเรียม ตริซิงก์ตุม (Fusarium tricinctum) เป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร
และอื่นๆ
สำหรับผลิตภัณฑ์จากธัญพืชทางการเกษตร มักจะพบสารพิษ Aflatoxin (อะฟลาทอกซิน) ส่วนมากสร้างมาจากเชื้อราพวก Aspergillus flavus (แอสเปอร์ จิลัสฟลาวัส) และ Aspergillus parasiticus (แอสเปอร์ พาราซิติกัส) เนื่องจากการเก็บในที่อบชื้น
ในข้าวโพด เกือบทั้งหมดจะพบสารพิษเป็นแบบอะฟลาทอกซิน บีหนึ่ง (AFB1) ซึ่งเป็นสารก่อกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็งตับปนเปื้อนอยู่ ส่วนแบบอะฟลาทอกซิน บีสอง (AFB2) มีพิษน้อยและพบอยู่เล็กน้อย
แต่ ในถั่วลิสง สารพิษส่วนมากจะเป็นแบบอะฟลาทอกซิน บีหนึ่ง (AFB1) และพบ AFG1, AFG2 ได้ด้วย
หากไม่มีการควบคุมอะฟลาทอกซินจะก่อปัญหาด้านสุขภาพของสัตว์และคน ความรุนแรงของพิษที่ได้รับขึ้นอยู่กับปริมาณของ อะฟลาทอกซินที่คนและสัตว์ได้รับเข้าไป และยังก่อปัญหาทางด้านอื่นๆ อีกหลายประการ
สำหรับการตรวจวัดหา Aflatoxins ในอาหารธัญพืชและผลิตภัณฑ์ทางอาหารมีหลายวิธี อาจใช้วิธีทางเคมี เช่น
โครมาโทรกราฟีผิวบาง (Thin Layer Chromatography, TLC) หรือ
โครมาโทรกราฟีสมรรถนะภาพสูง (High-Performance Liquid Chromatography,HPLC) โดยใช้คอลัมน์และความดันร่วม หรือ
สเปคโตรเมตรีแยกมวลสาร (Mass Spectrometry)
แต่ทั้ง3วิธี ดังกล่าวไม่สามารถแยกความจำเพาะต่อชนิดของอะฟลาทอกซิน ผลที่ได้อาจขาดความแน่นอนและความไว การวิเคราะห์ต้องทำสารตัวอย่างให้สะอาด (clean up) บริสุทธิ์เสียก่อน มีขั้นตอนมาก ทำให้เสียเวลา และ ค่าใช้จ่ายสูงประกอบกับเครื่องมือในการตรวจสอบล้วนแต่ราคาแพงต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้และทักษะเป็นอย่างดี
ดังนั้นวิธีการตรวจคัดกรองธัญพืชอย่างรวดเร็ว โดยเทคนิคอีไลซ่า Enzyme Linked Immunosorbent Assay (ELISA) แบบแถบสตริป ที่มีความไว มีความจำเพาะสูง และ ราคาประหยัด เหมาะสม ที่จะนำมาไปใช้ในสถานที่ต่างๆ นอกห้องปฏิบัติการ (On-site) ได้สะดวก และ ง่าย และไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ ทักษะเป็นอย่างดี มีคุณภาพที่เชื่อถือ จึงได้นำไปใช้โดย ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว
สำหรับ เกษตรกรผู้เพาะปลูก โรงงานปลอกเปลือก พ่อค้ารับซื้อผลิตภัณฑ์ โรงงานคัดแยก โรงานแปรรูปอาหาร ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนการเก็บเกี่ยว
--------------------------------------------------------------------------------
ชุดทดสอบอะฟลาท็อกซิน แบบรวดเร็ว สำหรับตรวจวัตถุดิบอาหารต่างๆ เช่น ถั่วสิสง ถั่วคั่ว อัลมอนด์ ข้าวโพด เมล็ดนุ่น พริก พริกหยวก ผงกระหรี่ ชา พิสทาชิโอ ลูกเกดสีทอง ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง แป้งข้าว แป้งสาลี แป้งหมี่หบาบ กากธัญพืช DDGs ที่ระดับขีดทดสอบ 4 ppb, 10ppb และ 20 ppb โดยผ่านการรับรองจาก USDA /GIPSA และ Japanese- FDA
--------------------------------------------------------------------------------
>ชุดตรวจหาระดับสาร อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin), ซีราลีโนน (Zearalenone) , ที2ท็อกซิน หรือ ทริโคเทซีเนส (Trichothecene), โวมิทท็อกซิน (Vomitoxin : DON) , ฟูโมนิซิน (Fumonisin) ในหลอดทดสอบ หรือ ไมโครเพลท หาระดับปริมาณสารในทางห้องปฏิบัติการ
Name of ELISA Kit Assay Range(ppb) Kit Format Incubation Time
Aflatoxin 2-100 Coated Tube 20 min
Aflatoxin 2-100 Microtiter plate 20 min
DON (Vomitoxin) 50-1,000 Coated Tube 20 min
DON (Vomitoxin) 500-6,000 Microtiter plate 15 min
DON High Sensitivity 5-250 Microtiter plate 15 min
Fumosin 300-6,000 Microtiter Plate 15 min
T2 (Trichothecene) 75-1,000 Microtiter Plate 15 min
Zearalenone 20-1,000 Microtiter Plate 15 min
เครื่องเทศ http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_food/a_fd_4_00t.asp?info_id=57
สารสกัดกระเทียมฆ่า อะฟลาทอกซินในพริกแห้ง
http://www.dailynews.co.th/agriculture/648
การลดการปนเปื้อนอะฟลาทอกซินในถั่วลิสง http://www.rdi.ku.ac.th/kufair50/technology/40_techno/40-tech.html
The Reduction of Aflatoxins Contamination in Peanut
อะฟลาทอกซินเป็นสารพิษสร้างขึ้นโดยเชื้อรา เป็นสารก่อมะเร็งในคน เนื่องจากมีคุณสมบัติทนความร้อนได้สูงถึง 270 องศาเซลเซียสจึงสามารถทนต่อกระบวนการแปรรูปได้และหลงเหลือในผลิตภัณฑ์อาหาร อะฟลาทอกซินมักพบปนเปื้อนในถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคเป็นส่วนผสมของอาหารคาวและขนมขบเคี้ยวของคนไทย ปัญหาการปนเปื้อนอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์ทั้งที่ผลิตภายในประเทศ และนำเข้าบ่อยครั้งที่มีผลทำให้ผู้บริโภคภายมีความเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษในขณะเดียวกัน สินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออกถูกกักเมื่อพบปริมาณอะฟลาทอกซินเกินมาตรฐานที่กำหนด ส่งผลเสียโดยตรงต่อชื่อเสียงผู้ผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยเหตุนี้คณะวิจัยได้ทำการ 1) ตรวจติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนของอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ ในช่วงปี 2547-48 โดยเก็บข้อมูลปฐมภูมิจากแหล่งปลูกที่จังหวัดลำปาง แหล่งผลิตที่จังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งในลักษณะโรงงานและกลุ่มแม่บ้าน จำนวน 9 และ 12 แห่ง ตามลำดับ นอกจากนี้ยังเก็บตัวอย่างสินค้านำเข้า ตลาดนำเข้าด่านเชียงแสนจังหวัดเชียงรายและด่านอรัญประเทศจังหวัดสระแก้ว ถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์กลุ่มแม่บ้านโรงงานผลิต ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ถั่วลิสง ตลาดขายส่งกระจายสินค้าเกษตรและห้างสรรพสินค้าวิเคราะห์หาปริมาณอะฟลาทอกซิน ข้อมูลปฐมภูมิประมวลที่ได้ใช้สนับสนุนการประเมินสถานการณ์โอกาสเสี่ยงของถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน 2) เสนอวิธีลดปริมาณการปนเปื้อนอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงป่นโดยวิธีคัดเลือกด้วยมือ (hand sorting) วิธีฉายรังสีอัลตร้าไวโอเลต และวิธีรมแก๊สแอมโมเนียและ 3) ระบบ GMP เพื่อใช้ในการจัดการสุขลักษณะของกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวและการผลิตถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์แก่ผู้ผลิตโรงงานและกลุ่มแม่บ้าน จำนวน 4 และ 11 แห่งตามลำดับ และถ่ายทอดการจัดการด้านความปลอดภัยอาหารโดยการประยุกต์ใช้ระบบ HACCP ในการผลิตผลิตภัณฑ์ถั่วลิสงแก่ผู้ประกอบการ 1 แห่ง
ผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวในส่วนของผู้ปลูกมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มโอกาสการเจริญของเชื้อราและการสร้างอะฟลาทอกซิน การขาดสุขลักษณะที่ดีของการจัดการโรงเรือน เครื่องมือและอุปกรณ์ผลิตการควบคุมกระบวนการกะเทาะเปลือก มีโอกาสเพิ่มการปนเปื้อนของเชื้อรา แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างกระบวนการผลิตหากมีการคัดเลือกด้วยมือพบว่าทำให้แยกวัตถุดิบที่ปนเปื้อนออกไปได้ แต่หากไม่กำจัดถั่วลิสงตกคุณภาพ ถั่วลิสงเหล่านั้นจะยังคงอยู่ในห่วงโซ่อาหาร และมีการนำไปทำถั่วลิสงป่น ซึ่งพบว่ามีปริมาณอะฟลาทอกซินปนเปื้อนสูงมาก และไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาควบคุมการผลิตนี้ จาก การสำรวจและเก็บตัวอย่างวิเคราะห์ พบการปนเปื้อนของอะฟลาทอกซินที่มากกว่า 20 ppb ในถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์จำนวน 55 ใน 183 ตัวอย่าง (ร้อยละ 30) พบในถั่วลิสงป่นมากที่สุด จำนวน 27 ใน 35 ตัวอย่าง (ร้อยละ 77) ชี้ชัดว่าผู้บริโภคมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับอะฟลาทอกซินจากการบริโภคถั่วลิสงป่น การประยุกต์ใช้ระบบ HACCP
รูปที่ 1การคัดเลือกถั่วลิสงคุณภาพด้วยมือ รูปที่ 2การรวมแก๊สแอมโมเนียมในถั่วลิสง
พบว่าขั้นตอนการคัดเลือกถั่วลิสงวัตถุดิบด้วยมือ(ภาพที่ 1) ยืนยันว่าช่วยลดการปนเปื้อนอะฟลาทอกซินในการผลิตภัณฑ์อาหารได้ ขั้นตอนการคัดเลือกถั่วลิสงจึงเป็นจุดวิกฤตที่สามารถควบคุม และป้องกันอะฟลาทอกซินไม่ให้เข้าสู่กระบวนการผลิตขั้นต่อไป และสามารถปฏิบัติได้จริงในโรงงานผลิตในประเทศปริมาณอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงเกรด A ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมีปริมาณ 0.02-3.05 ppb การรมแก๊สแอมโมเนียที่ 40 psi (ภาพที่ 2) อุณหภูมิ 35+ 2?C 120 นาที มีแนวโน้มสามารถลดปริมาณการปนเปื้อนอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงได้สูงสุดร้อยละ 85 แต่ต้องพัฒนาเครื่องมือและวิธีการให้เหมาะสมและปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน รวมทั้งพิจารณาจุดคุ้มทน รวมทั้งการนำถั่วลิสงที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป สำหรับการฉายรังสีอัลตร้าไวโอเลต ช่วยลดปริมาณอะฟลาทอกซินแต่ยังไม่สามารถยืนยันการลดความเป็นพิษของอะฟลาทอกซิน
สารอฟลาทอกซินที่ปนเปื้อนในเครื่องเทศ
สารพิษจากเชื้อรา ( mycotoxin )
คือสารพิษธรรมชาติที่สร้างจากเชื้อรา
เมื่อคนหรือสัตว์ได้รับสารพิษจากเชื้อราเข้าไปแม้ในปริมาณน้อยก็ทำให้เกิดอาการพิษ
( mycotoxicosis ) ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
โดยการใช้ยาอาการดังกล่าวไม่สามารถถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่คนอื่นได้
และมีหลักฐานว่าอาการดังกล่าวเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อราและสารพิษจากเชื้อรา
การปนเปื้อนดังกล่าวเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว
การเก็บรักษาและการนำผลิตผลทางการเกษตรมาผลิตเป็นอาหาร
สารพิษจากเชื้อราทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกายมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยต่าง
ๆ เช่น ความสมบูรณ์ของร่างกาย การดื่มสุรา
การได้รับการรักษาด้วยยาบางชนิด อาหารที่รับประทานเป็นต้น
อาการพิษเกิดขึ้นเนื่องจากสารพิษจากเชื้อราเข้าไปทำลาย DNA, RNA
และโปรตีน ทำให้เกิดพิษต่ออวัยวะต่าง ๆ แบ่งเป็น
1. พิษต่อตับ ( hepatotoxin ) ได้แก่ อฟลาทอกซิน (
aflatoxin )
2. พิษต่อไต ( nephrotoxin ) ได้แก่ ออคราทอกซิน (
ochratoxin )
3. พิษต่อระบบประสาท ( neurotoxin ) ได้แก่ พาทูลิน (
patulin )
4. พิษต่อระบบทางเดินอาหาร ( alimentary tract toxin )
ได้แก่ ไทร โครทีซิน ( trichothecene )
5. พิษต่อระบบฮอร์โมน ( estrogenic mycotoxin ) ได้แก่
ซีราลีโนน ( zearalenone )
6. พิษอื่น ๆ ( other mycotoxin ) ได้แก่เออร์กอต ( ergot
)
สารพิษจากเชื้อราที่มีการศึกษากันแพร่หลาย คือ อฟลาทอกซิน
ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ตับ และอวัยวะอื่น ๆ เช่น ไต ระบบหายใจ
ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน
สร้างจากเชื้อราตระกูล Aspergillus เช่น A. flavus, A.
parasiticus
อฟลาทอกซินเรืองแสงได้เมื่อส่องดูภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต
โดยอฟลาทอกซิน บี และ เอ็ม จะเรืองแสงสีฟ้า
อฟลาทอกซินจีเรืองแสงสีเขียว อฟลาทอกซินทนความร้อนได้สูงถึง 260
องศาเซลเซียส
และคงตัวในสภาพที่เป็นกรดแต่จะสลายตัวในสภาพที่เป็นด่าง
นอกจากนี้ยังสลายตัวภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต
อะฟลาทอกซินละลายน้ำได้เล็กน้อย เมื่อเข้าสู่ร่างกาย
บางส่วนจะถูกขับออกในรูปเดิม
บางส่วนจะถูกขบวบการของร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นสารตัวอื่น (
metabolites ) ซึ่งมีพิษมากหรือน้อยลงก็ได้
ซึ่งสารดังกล่าวจะถูกสะสมในร่างกาย บางส่วนถูกขับออกทางปัสสาวะ
อุจจาระและทางน้ำนม สาร metabolite ที่มีพิษมากที่สุดคือ
aflatoxin B1 - 2,3-epoxide ซึ่งจะไปจับกับ DNA, RNA
ทำให้การสังเคราะห์โปรตีนในเซลส์ผิดปกติ
และทำให้เกิดมะเร็งที่ตับ สาร metabolite
ที่ถูกขับออกทางน้ำนมเช่นที่พบในนมโคคือ อฟลาทอกซิน เอ็ม 1 (
aflatoxin M1 ) สามารถทำให้เกิดมะเร็งตับเช่นเดียวกับอฟลาทอกซิน
บี
ซึ่งปนเปื้อนในอาหารที่โคกินเข้าไปในร่างกายแต่พิษน้อยกว่าอาการที่แสดงออกเมื่อสัตว์ต่าง
ๆ เช่น ไก่ หมู วัว ได้รับอฟลาทอกซินที่ปนเปื้อนใน
อาหารเข้าไปในร่างกายคือ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
มีน้ำไหลออกจากจมูก ดีซ่าน ท้องมาร ตกเลือดตาย
อฟลทอกซิน มักปนในถั่วลิสง ข้าวโพด และผลิตผลทางการเกษตร
ปริมาณการปนเปื้อนของอฟลาทอกซินในอาหารและผลิตผลทางการเกษตร
ทำให้แต่ละประเทศกำหนดค่าการปนเปื้อนเพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค
เช่น ประเทศอิตาลีกำหนดค่าการปนเปื้อนที่ 50 พีพีบี
ประเทศออสเตรเลียที่ 15 พีพีบี
และประเทศไทยกำหนดให้มีการปนเปื้อนของอฟลาทอกซินได้ไม่เกิน 20
ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม หรือ 20 พีพีบี
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 98 พ.ศ. 2529
นั่นคือเมื่อผู้บริโภคได้รับประทานอาหารชนิดต่าง
ในแต่ละวันที่มีการปนเปื้อนของอฟลาทอกซินรวมกันไม่มากกว่า 20
พีพีบี
ไปได้ทุกวันตลอดชั่วชีวิตจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามอาการทางพิษวิทยาที่ใช้ศึกษา
เช่น ในกรณีของอฟลาทอกซินคือไม่ทำให้เกิดมะเร็งตับ เป็นต้น
แต่ในความเป็นจริงการเกิดมะเร็งตับสามารถเกิดได้จากสาเหตุต่าง ๆ
หลายอย่าง เช่น
ร่างกายได้รับอฟลาทอกซินจากอาหารร่วมกับมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
type B การดื่มสุรา การรับประทานอาหารหมักดอง อาหารที่ปรุงสุกๆ
ดิบๆ ซึ่งมีพยาธิใบไม้ตับและเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อน
อาหารที่ทอดด้วยน้ำมันซึ่งใช้ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง จนมีสีดำ
อาหารที่ปิ้งย่างจนไหม้ดำ เป็นประจำ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าการรับประทานอาหารที่มีอฟลาทอกซินปนเปื้อนในแต่ละวันแม้ว่ารวมกันแล้วจะไม่เกินปริมาณที่กำหนดแต่ถ้ามีพฤติกรรมการรับประทานอาหารดังกล่าวก็มีโอกาสกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตับได้
นอกจากนี้การปนเปื้อนของอฟลาทอกซินในผลิตผลทางการเกษตรยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องต่อรองราคาในการซื้อขายผลิตผลดังกล่าวทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ
ทำให้แต่ละประเทศกำหนดค่าการปนเปื้อนของอฟลาทอกซินในอาหารชนิดต่างไม่เท่ากัน
การกำหนดดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนและการได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้าระหว่างประเทศ
ในปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศที่มีชื่อย่อๆ ว่าโคแด็กซ์ (
Codex Alimentarius Commission )
กำหนดให้มีการปนเปื้อนของอฟลาทอกซินในถั่วลิสงที่ต้องนำไปผ่านขบวนการต่อไปได้ไม่เกิน
15 พีพีบี ทั้งนี้เพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค
และให้ความเป็นธรรมในด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งองค์การค้าโลก
WTO ( World Trade Organization )
ได้ใช้ค่าดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานในการเจรจาเมื่อเกิดปัญหาทางการค้าระหว่างประเทศ
บทความนี้นำเสนอการปนเปื้อนของอฟลาทอกซินในเครื่องเทศซึ่งใช้เป็นเครื่องปรุงรส
อาหารให้มีความอร่อยและช่วยในการเจริญอาหาร
เครื่องเทศดังกล่าวได้แก่ พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกไทย
กระเทียมดอง หอมแดง น้ำพริกเผา ซีอิ๊ว น้ำจิ้มสะเต๊ะ เป็นต้น
เมื่อเก็บเครื่องเทศดังกล่าวอย่างไม่ถูกวิธี
เช่นเก็บในที่มีความชื้นสูง เก็บในอุณหภูมิสูง เก็บไว้นานเกินไป
เมื่อมีเชื้อราขึ้นจะมีการ
สร้างอฟลาทอกซินปนเปื้อนในเครื่องเทศและรวมไปถึงอาหารต่างๆ
ที่ปรุงขึ้นจากเครื่องเทศดังกล่าวด้วย
เมื่อบริโภคอาหารเหล่านั้นเป็นประจำทำให้เกิดมะเร็งตับได้
ในระหว่างปี พ.ศ. 2535 - 2544
กองอาหารได้ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างเครื่องเทศได้แก่ พริกขี้หนู
พริกชี้ฟ้า ( ชนิดที่เป็นเมล็ดพริกแห้งและชนิดป่นละเอียด )
พริกไทยป่น กระเทียม ( ชนิดสด เจียวกับน้ำมัน และชนิดผง )
นำจิ้มสะเต๊ะ ซีอิ๊ว และอื่นๆ ได้แก่ เครื่องแกงสำเร็จรูป
น้ำพริกเผา ซอสพริก ซุปสกัด โดยจำนวนตัวอย่างที่ตรวจทั้งหมด )
พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า 35 (ทั้งเมล็ด) , 29 (ป่นละะเอียด) 37,
27, 17, 2, 5 และ 11 ตัวอย่าง ตามลำดับ
จะเห็นได้ว่าเครื่องเทศทั้งหมด 160 ตัวอย่าง
ตรวจพบอฟลาทอกซินปนเปื้อนเพียง 8 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 5
ปริมาณที่พบอยู่ระหว่าง 6.59 - 61.28 พีพีบี
โดยจะพบในพริกทั้งเมล็ด 4 ตัวอย่าง ปริมาณที่พบอยู่ระหว่าง 12.26
- 61.28 พีพีบี พริกป่น 3 ตัวอย่างปริมาณที่พบคือ 7.84, 12.94
และ 14.40 พีพีบี และกระเทียมชนิดผง 1 ตัวอย่าง ปริมาณที่พบคือ
6.59 พีพีบี ในจำนวนนี้มีพริกทั้งเมล็ด 3
ตัวอย่างเท่านั้นที่พบเกินมาตรฐาน 20 พีพีบี
ที่ประกาศโดยกระทรวงสาธารณสุข ปริมาณที่พบคือ 23.73, 30.70 และ
61.28 พีพีบี
ส่วนเครื่องเทศชนิดอื่นตรวจไม่พบการปนเปื้อนของอฟลาทอกซิน
การตรวจวิเคราะห์เครื่องเทศต่างๆ โดยเฉพาะพริก
มักจะพบสารเรืองแสงใกล้เคียงกับอฟลาทอกซินทั้งสีและตำแหน่งของการเคลื่อนที่ในแผ่นทีแอลซี
อาจทำให้แปลผลผิดพลาดได้ง่ายกว่าตรวจพบอฟลาทอกซินในตัวอย่างดังกล่าว
ผู้วิเคราะห์ต้องทำการตรวจยืนยันผลโดยใช้วิธีต่างๆ ช่วยเช่น
การทำ two dimension การทำปฏิกิริยาเคมี เป็นต้น
เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการแปลผล
เมื่อคำนึงถึงว่าพริกแห้งสามารถนำมาบริโภคในรูปแบบต่างๆ
เช่น รับประทานทั้งเมล็ดร่วมกับขนมจีนน้ำยา
ทำเป็นพริกป่นโรยก๋วยเตี๋ยวต้มยำ หรือใส่ในก๋วยเตี๋ยวผัดไทย
ทำเป็นเครื่องแกงและน้ำพริกชนิดต่างๆ ใช้ปรุงอาหารหลายประเภทเช่น
ผัดพริก ต้มยำ ส้มตำ ยำ ลาบ น้ำตก
รวมความแล้วปริมาณพริกแห้งที่บริโภคต่อคนต่อวันประมาณ 1 - 3 กรัม
เครื่องเทศที่นำมาตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนอฟลาทอกซินในครั้งนี้
มีเพียงพริกชี้ฟ้าเมล็ดแห้ง 3 ตัวอย่างจาก 160 ตัวอย่าง
ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 1.9
ที่พบอฟลาทอกซินเกินมาตรฐานที่กรวงสาธารณสุขประกาศ
ผลการวิเคราะห์พอจะสรุปได้ว่าเครื่องเทศที่เราบริโภคกันมีการปนเปื้อนอฟลาทอกซินอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการจำหน่ายอาหารและผู้บริโภคควรเลือกเครื่องเทศที่มีคุณภาพดี
มีลักษณะแห้ง ไม่ชื้นไม่มีรา
ไม่มีกลิ่นอับกลิ่นหืนจากการเก็บไว้นาน เมล็ดเต็มสมบูรณ์
ไม่มีรอยแมลงกัดแทะ เป็นต้น
มาใช้ทำเป็นอาหารในการรับประทานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น
แหล่งที่มาของงานวิจัย : ดวงจันทร์ สุประเสริฐ * กองอาหาร
กรมวิทยาศาสตร์การ
แพทย์
: วนิดา ยุรญาติ ** กองอาหาร
กรมวิทยาศาสตร์การ
แพทย์
พริกป่น มีอัลฟาทอกซินเหมือนถั่วลิสง Beauty Full Dayงามอย่างมีสุขภาพ | http://www.beautyfullallday.com/?subject=35
สวยสุขภาพดี | เคล็ดลับความสวย | เคล็ดลับความงาม | Beauty on the BeachYou Are :
เคล็ดลับความงาม | พริกป่น มีอัลฟาทอกซินเหมือนถั่วลิสง พริกป่น
มีอัลฟาทอกซินเหมือนถั่วลิสง
รู้หรือไม่ ถ้าเราเก็บรักษา "พริกป่น"
ไม่ดีโดยปล่อยให้มีความชื้นจะส่งผลให้เกิดสารอันตราย "อัลฟาทอกซิน" ได้ไม่แพ้
"ถั่วลิสง" และ "ข้าวโพด"
แล้วพริกป่นสำเร็จรูปที่เราทานกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันล่ะ จะ "ปลอยภัย"
ต่อสุขภาพแค่ไหนกัน
เกิดเป็นไทยกินอาหารอะไรก็ต้องแซ่บไว้ก่อน "พริก"
จึงกลายเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่คนไทยขาดแทบไม่ได้
แถมยังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
สามารถพัฒนาในระดับอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ยา
ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ยาฆ่าแมลง ส่วนผสมของสายเคเบิ้ล หรือผลิตภัณฑ์แก้ง่วง
"พริกป่น" เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน
แต่พริกป่นนั้นจำเป็นต้องเก็บไว้ในที่แห้งสนิท เพราะเกิด "เชื้อรา"
ง่ายเมื่อเกิดเชื้อราขึ้นแต่เราบริโภคเข้าไป ก็จะได้รับสาร "อัลฟาทอกซิน"
เป็นของแถม จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า
พริกป่นเป็นอาหารที่เสี่ยงต่อการเกินสารอัลฟาทอกซินได้ง่ายไม่แพ้ "ถั่วลิสง"
ยิ่งในปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าพริกป่นจากต่างประเทศมากขึ้นความเสี่ยงจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย
เพราะผู้บริโภคขาดข้อมูลแหล่งผลิตสินค้า
เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง เราจึงเก็บตัวอย่าง "พริกป่น" ที่บรรจุในซองสำเร็จรูป
2 ยี่ห้อยอดนิยม ได้แก่ "ไร่ทิพย์" และ "ข้าวทอง"
พร้อมด้วยพริกป่นบรรจุซองขายในห้างอีก 5 ยี่ห้อ ได้แก่ ตราเจเจ ตราบางช้าง
ตรามือที่ 1 ตรานักรบและตราศาลาแม่บ้าน รวมทั้งพริกป่นแบบแบ่งขายใตตลาดสด
จากนั้นไปนำส่งห้องทดสอบ สถาบันวิจัยโภชนาการ
มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อ ตรวจหาสารอัลฟาทอกซิน
ผลการทดสอบ
พบการปนเปื้อนสาร "อัลฟาทอกซิน" ในพริกป่นเกือบทุกตัวอย่าง
แต่ปนเปื้อนในปริมาณไม่มากจนน่าห่วง คือ พบน้อยกว่าที่ อย.กำหนดไว้ที่ไม่เกิน
20 ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ทั้งนี้
ตามปกติแล้วเรามักไม่บริโภคพริกป่นในปริมาณมาก
เพียงแค่เติมเพื่อชูรสชาติเท่านั้น จึงไม่น่ากังวลต่อการบริโภค
อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรประมาท
ทางที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกพริกแห้งมาคั่วพริกป่นทานเอง หากซื้อจากแม่ค้า
ก็ควรเลือกซื้อจากเจ้าที่เชื่อถือได้และหมุนเวียนสินค้าไว
คำแนะนำ
1.ควรเก็บพริกป่นในที่แห้งสนิทและใช้ช้อนกลางตักเสมอ
2.ไม่ควรซื้อพริกป่นในปริมาณมาก เพื่อเก็บไว้ทานนานๆ
3.พริกป่นที่ทำเอง จะสะอาดและเผ็ดกว่าที่ทำขาย เราสามารถทำเองได้ง่ายๆ
โดยการนำพริกสดไปตากแห้งแล้วคั่วจนหอม
จากนั้นให้นำใส่เครื่องปั่นหรือโขลกให้แหลก
4.ควรเลือกซื้อพริกป่นจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน ตรวจสอบวันผลิตทุกครั้ง
ประโยชน์ของพริกป่น
พริกป่นนอกจากจะให้ความเผ็ดแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีก วันนี้
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับพริกป่นมีมาบอกกัน...
1. สารที่ให้ความเผ็ดเรียกว่า "แคปไซซิน"
พริกป่นมีคุณสมบัติช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ โดยไม่ทำลายเซลล์ดีภายในร่างกาย
2. ผู้หญิงนั่งหรือยืนทำงานทั้งวัน จนปวดหลังควรจะทานพริกป่นมากๆ
เพราะพริกป่นมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่กล้ามเนื้อหลังได้
3. ใช้ลดความอ้วน
เพราะสารบางตัวในพริกป่นสามารถปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้
จึงดีสำหรับสาวๆ ที่กำลังไดเอท
ซึ่งจะต้องงดทานอาหารประเภทแป้งและคาร์โบไฮเดรต
ซึ่งอาจมีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สมดุล
4. ในพริกป่นมีสารที่ช่วยกระตุ้น
ให้กระบวนการทำความสะอาดตัวเองของร่างกายทำงาน คนที่ทานพริกป่นมากๆ
จึงเหมือนได้ทำดีท็อกซ์ไปในตัว
5. นอกจากนี้พริกป่นช่วยไม่ให้เมือกเสียๆ มาจับตัวกันภายในส่วนต่างๆ
ของร่างกายด้วย
6. ความเผ็ดของพริกช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ขับเหงื่อ
และทำให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น
ที่สำคัญยังกระตุ้นระบบเมตบอลิสซึ่มหรือระบบเผาผลาญอาหารให้ทำงาน
ทำให้ไขมันไม่จับตัวอยู่ในร่างกาย เป็นการตัดโอกาสของโรคอ้วนไปในตัว
อัลฟาทอกซิน (Alfatoxin) สารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปิ้ง ย่าง หรือในอาหาร
ที่มีราขึ้นโดยเฉพาะสีเขียว เหลือง จะมีสารอัลฟาทอกซินปนเปื้อนเป็นจำนวนมาก
คำค้นสำคัญ : สุขภาพ
เนื้อหาที่ใกล้เคียงและเกี่ยวข้อง
- เคล็ดลับลดความอ้วน และการควบคุมน้ำหนัก
- ผิวพรรณดีมีเทคนิคการสร้าง
- เคล็ดลับการใส่กางเกงขาสั้นให้ดูสวย
- อาหารเสริมลดน้ำหนัก ดีจริงหรือ
- ปวดประจำเดือน ความผิดปกติของประจำเดือน
ดีน่ะเนี่ยที่รู้ก่อน เพราะชอบซื้อมาทานไม่ค่อยทำเอง
ความเห็นเรื่องนี้โดย : เลิฟลี่ วันที่ 2010-03-26 [delete]
อ่านแล้ว ยังไงรบกวนให้ความเห็นอะไรซักหน่อยก็ดีนะ
พูดคุยเรื่องราว สาวสวย ได้ที่นี่ ชุมชนสาวสวย
Comment
Name
พริกป่น มีอัลฟาทอกซินเหมือนถั่วลิสง เทคนิคความงามสุขภาพดี บอกเล่าเรื่องราว
ที่คุณอยากรู้หน้าหลัก Beauty Women
ขอบคุณในความกรุณาจากทุกท่านเป็นอย่างสูงที่สนใจเนื้อหาภายในเว็บไซต์แห่งนี้
หากต้องการนำบทความในหน้านี้ไปเผยแพร่หรือคัดลอกไปใช้ในกรณีใดๆ โปรดกรุณาทำ
link กลับมายังต้นฉบับด้วย จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง หรือจะ copy url
ด้านล่างนี้ไปใช้เพื่อทำ link กลับมายังหน้าแห่งนี้ได้เลย
ใส่ลิงก์เว็บ:
ขอบคุณค่ะเคล็ดลับ การดูแลความสวย สุขภาพ ความงาม
ปรับสุขภาพจิต ให้ดีหลังน้ำลด
ความสวยความงาม ของผิวหน้า
ไขความลับ สารอาหารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่
เปลือกแอปเปิ้ล ป้องกันมะเร็ง
ปรับพฤติกรรมการกิน ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม
รู้ สู้ โรคฉี่หนู
รู้ทัน อาหารฟังก์ชัน functional foods
ลดความดันโลหิต ด้วยอาหาร Dash Diet
การดูแลผิวสวย สุขภาพดี สมวัย
น้ำท่วม ปัจจัยเสี่ยงให้เด็กไทยไอคิวต่ำ
เคล็ดลับลดความอ้วน และการควบคุมน้ำหนัก
ผิวพรรณดีมีเทคนิคการสร้าง
เคล็ดลับการใส่กางเกงขาสั้นให้ดูสวย
อาหารเสริมลดน้ำหนัก ดีจริงหรือ
ปวดประจำเดือน ความผิดปกติของประจำเดือน
กรดเฟรูลิก Ferulic acid กับการต้านมะเร็ง
อันตรายจากเลเซอร์
ผักผลไม้ช่วยลดน้ำตาลในเลือด โรคเบาหวาน
โรคกระดูกพรุนคุณผู้หญิง ป้องกันได้
โรคอ้วนในผู้หญิง
ตกขาว ปัญหาสุขภาพคุณผู้หญิง
กาแฟบางยี่ห้อ มียาลดความอ้วนผสม อันตราย
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ คุณค่ากับความงาม
สุดยอดอาหารล้างพิษในร่างกาย
ฟิตกระชับด้วยตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ
มิสฮ่องกง อวดโฉมชุดว่ายน้ำ ก่อนขึ้นเวที
เคล็ดลับการอาบน้ำเพิ่มความงาม
เคล็ดลับผิวสวยหน้าใส ด้วยมะพร้าว
เคล็ดลับในการขจัดรังแคบนศรีษะ
สูตรกระชับทรวงอก
วิธีรับมือภาวะอ่อนล้าของสาววัยทำงาน
เทคนิคฝึกสมองให้ฉลาดอยู่เสมอ
อาหารชะลอวัย ให้ดวงตา
การบริหารสมองให้สดชื่น
The Price of Beauty
คาราวานตรวจสุขภาพทุกทิศทั่วไทย
อยู่อย่างไรให้ห่างไกล โรคเบาหวาน
วิธีสังเกตคนที่ชอบเรา
เผยเคล็ดลับความงาม แบบไทย
เคล็ดลับลดความอ้วนสูตรดารา
สูตรทำสวยเร่งรัดใน 14 วัน ต้อนรับ Valentine
สิงห์อมควัน ต้องการสวย
คงความเยาว์วัยด้วย Carnosine ดีหรือไม่?
อาหารเช้าเพื่อสุขภาพ สำหรับสาวสวย
สุขภาพดีเพราะมี ความรัก
เดือนแห่งความรักษ์สุขภาพ
เคล็ดลับผิวขาว สุขภาพดี
นิ่ว ถุงน้ำดี และทางเดินน้ำดี
อกหัก รักคุด อย่างมีชีวิตชีวา
น้ำปั่นผลไม้บำรุงสายตา
คีเลชั่น Chelation
ฉีดผิวขาวดีหรือไม่
บำรุงผิวหน้าด้วย แตงโม
เคล็ดลับเพื่อสุขภาพดีของหญิงสาว
เคล็ดลับความสวย แบบประหยัด
ความสูง ความสวย
โคจิค เอซิด สารปรับผิวขาว
เคล็ดลับ ผิวขาวใส แบบใส่ใจสุขภาพ
การรักษารูปร่างให้สวยกระชับ การออกกำลังกายของผู้หญิง
เหงื่อ ความลับสุขภาพดี ที่คุณยังไม่รู้
วิธีการลดคอเลสเตอรอล ด้วยวิธีธรรมชาติ
Aromatic Perfume
Peritoneum Mesothelioma of Cancer
ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ แขนขาอ่อนแรง
Asbestos Mesothelioma Lawsuit
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ ชนิด A 2009 H1N1
เคล็ดลับการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ
เคล็ดลับความงาม สำหรับสาวทำงาน
คู่มือประจำ สาวทำงานมือใหม่
Foods Healthy
พริกป่น มีอัลฟาทอกซินเหมือนถั่วลิสง
วิธีแก้ อาการปวดหลัง เมื่อไหร่จะหายปวดหลัง
วิธีกระชับทรวงอก
วิธีดูแลผิว รูปร่าง ให้สวยรับลมหนาว
วิธีฟิตหุ่น ทำสะโพกให้สวย ดูดี
ลอยกระทง
สวนกาแฟ แก้ได้ทุกโรค
ความเข้าใจที่ผิดในการดูแลสุขภาพ
Amethyst Gemstone Rings
เมลามีน Melamine ถึงเวลาที่ต้องรู้จัก
สุดยอด อาหาร คงความอ่อนเยาว์
อารมณ์ สำคัญกับลูกน้อยอย่างไร
ก่อนจะไม่มีเท้าให้ดูแล
กินข้าวทำให้อ้วน จริงหรือ?
อวดผิวสวยใส สไตล์คุณ อย่างมั่นใจกลางไอแดด
ถนอมผิวสวยเมื่อทำงานในห้องแอร์
รู้จักผิว เข้าใจสิว : เคล็ดลับ ความงาม
โรคมะเร็งกับการป้องกัน : เคล็ดลับสุขภาพ
จำเป็นไหม Whitening
ขี้หู มาจากไหน
ล้างหน้า ให้ผิวใส ตลอดวัน
กระชับ หน้าอก เด้งดึ๋ง
วิธีเลือกซื้อ ครีมกันแดด
ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้
Dance The Magical Beautiful Art
เตือนอันตราย เชื้อรา ในเม็ดแมงลัก
คิดผิดคิดใหม่ ดื่มน้ำมาก ไม่ได้ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น
อาหาร ช่วยลด คอเลสเตอรอล : เคล็ดลับความงาม
วิธีขับถ่ายปัสสาวะเพื่อสุขภาพที่ดี สุขภาพหญิงสาว
อาหารสำหรับสาว IT
นิสัยที่ทำให้ อ้วน : เคล็ดลับความงาม
ดูแลตัวเองให้เหมาะกับวัย ห่างไกลมะเร็ง
แต่งสวย... ให้เป็น : เคล็ดลับความงาม
มือใหม่ แต่งหน้าแล้วพลาด แก้ไขได้อย่างไร
สวยงามสุขภาพดี
เคล็ดลับผิวสวยและความงาม
บทความทางวิชาเกิน ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการค้า สำนักข่าวสำรวจโลก On the subject over. School of Science and Technology @ UTCC. University Thai Chamber of Commerce. Explore the world News Agencies.
วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ไทเทเนียมไดออกไซด์ Titanium dioxide TiO2
ไทเทเนียมไดออกไซด์ ข้อดี ฆ่าเชื้อ ป้องกันรังสีให้ผิวกาย ควรใช้ขนาดที่ใหญ่กว่า 0.1 ไมโครเมตร
ข้อเสีย สร้างประจุลบ ดูดให้ฝุ่นลอยมาติด ขนาด 50 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านเซลไปถึงถุงลมในปอดได้ ถ้าสูบบุหรี่ หรือทำงานในที่ๆมีฝุ่นควันมากๆ ละอองสี ทำอาหาร หรือใช้เครื่องดูดฝุ่น ละอองที่เข้าไปในระบบทางเดินหายใจ จะถูกประจุลบดูดติดไว้ในปอดสะสมฝุ่น เร่งการเป็นมะเร็งปอด
แต่อาจใช้ขนาด70 นาโนเมตร พ่นเพื่อฆ่าเชื้อในปอดได้ เพียงแต่ ต้องระมัดระวังฝุ่นควันไปตลอด หรือต้องใช้หน้ากาก N95 ไปตลอดเวลา
ทั้งนี้ ไทเทเนียมไดออกไซด์ เป็นสารที่ค่อนข้างคงตัว แต่ พิษวิทยาจากห้องทดลองยังไม่เพียงพอว่าประจุไฟฟ้าลบ สามารถกระตุ้นเซลล์ให้เกิดโรค หรือมะเร็งได้หรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเสี่ยง
มีการใช้กันมากในยาสีฟัน ครีมทาผิว สบู่ ยาสระผม
ไทเทเนียมไดออกไซด์ http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=5&ID=3
http://www.material.chula.ac.th/Articles/Ti_.html
ผู้เขียน: ดร. สุพิณ แสงสุข
หน่วยงาน: นักวิจัยสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ และฐานการจัดการความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สนับสนุนโดย สกว.)
วันที่: 20 ก.ค. 2550
ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารเก่าแก่ชนิดหนึ่งเท่าๆกับโลกของเรา และเป็นหนึ่งใน 50 ชนิดของสารที่ผลิตมากที่สุดทั่วโลก ลักษณะโดยทั่วไปมีสีขาว ทึบแสง เกิดเองตามธรรมชาติมี 2 รูปแบบ ใหญ่ คือ รูไทล์และอานาเทส ทั้ง 2 รูปแบบมีไทเทเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์อยู่กับสารปนเปื้อน ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีจึงจะนำสารปนเปื้อนออกได้ เหลือไว้แต่ไทเทเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์ ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารสีที่มีสีขาวมีประโยชน์สำหรับการใช้งานได้หลากหลาย เนื่องจากมันไม่มีกลิ่นและมีความสามารถในการดูดซับ แร่ชนิดนี้พบได้ในหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สีทาบ้านไปถึงอาหารและเครื่องสำอาง ในกลุ่มเครื่องสำอางใช้เพื่อหลายวัตถุประสงค์ ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารสีที่มีสีขาว เป็นตัวที่ทำให้เกิดการทึบแสง และเป็นตัวป้องกันแสงแดด
ไทเทเนียมไดออกไซด์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของสารสีที่ปลอดภัย ไม่ใช่สารที่อยู่ในกลุ่มของสารก่อมะเร็ง สารที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ สารที่ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์เกิดความผิดปกติ หรือสารที่มีพิษ ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าไทเทเนียมไดออกไซด์ไม่ใช่สารที่มีพิษ โดยทั่วไปมีความปลอดภัยในการใช้กับอาหาร ยา สี และเครื่องสำอาง แต่นี่ไม่ใช่ข้อยุติสำหรับการโต้แย้ง ความปลอดภัยของไทเทเนียมไดออกไซด์ในอีกรูปแบบหนึ่งยังไม่ได้กล่าวถึง
หนึ่งในรูปแบบของแร่ หรือการสกัดแร่รวมถึงไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ควรคำนึงถึงคือ อนุภาคขนาดเล็กหรืออนุภาคขนาดนาโน ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้สามารถทำแร่ให้มีขนาดเล็กได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่หลายส่วนชื่นชมกับเทคโนโลยีใหม่ บางส่วนเตือนถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายในที่มาถึงร่างกายของเรา มีการศึกษาพบว่าอนุภาคขนาดเล็กของไทเทเนียมไดออกไซด์รูปแบบอนาเทส ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมโครเมตร ก่อให้เกิดโรคได้
นอกจากนี้การบาดเจ็บต่อเซลขึ้นอยู่กับขนาดอนุภาคของไทเทเนียมไดออกไซด์ ยิ่งขนาดอนุภาคเล็กความเป็นพิษก็ยิ่งมากขึ้น โดยขนาด 70 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านถุงลมในปอดได้ ขนาด 50 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านเซลได้ และขนาด 30 นาโนเมตร สามารถแทรกเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ ผลการสรุปนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภค เนื่องจากอุตสาหกรมเครื่องสำอางกำลังใช้สารสีขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในสารกันแดดและเครื่องสำอางที่ให้สี อนุภาคนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์ถูกใช้ในสารกันแดดเนื่องจากไม่มีสีและแม้ว่าจะมีขนาดเล็กก็ยังสามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ มีบริษัทเครื่องสำอางหลายบริษัทที่เพิ่มทุนในการใช้อนุภาคนาโนของโลหะออกไซด์ อย่างไรก็ตามอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ใช้ในฐานะที่เป็นสารกันแดดมีขนาดเล็กอาจจะสามารถแทรกผ่านเซล และนำไปสู่การเกิดกระบวนการโฟโตคะตะไลซิสภายในเซลได้ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ DNA เมื่อได้รับแสง และเป็นที่น่ากลัวว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง การศึกษาโดยการใช้สารกันแดดที่มีไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กทุกวันเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าผิวหนังสามารถดูดซับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กได้ อนุภาคเหล่านี้พบได้ในชั้นของผิวหนังภายใต้แสงอุลตร้าไวโอเลต สำหรับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดใหญ่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการสะท้อนหรือดูดกลืนแสงอุลตร้าไวเลตได้เพื่อปกป้องผิว ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อนุภาคของสารสีขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นสารกันแดดหรือเครื่องสำอางที่ให้สี
ที่มาของข้อมูล :
Stryker, L., 2007. Titanium Dioxide : Toxic or Safe? (online)
Avialable from : www.theorganicmakeupcompany.com/CA/titnaniumdioxide.asp [Accessed 29 May 2007]
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:
นาโนเทคโนโลยี และความปลอดภัย - นาโนเทคโนโลยีกับความปลอดภัย
นาโนเทคโนโลยี และความปลอดภัย - ซิลเวอร์นาโน
นาโนเทคโนโลยี และความปลอดภัย - จับตาสินค้านาโน
นาโนเทคโนโลยี และความปลอดภัย - นาโนเทคโนโลยีปลอดภัยหรือไม่
ข้อคิดเห็น
ข้อคิดเห็นที่ 1:
ผู้ที่มีความรู้ช่วยอธิบายไททาเนียมไดออกไซด์ อานาเทสเกรด มีคุณสมบัติอย่างไรและมีการทรีตเซอร์เฟตอย่างไร
โดย: วัช [1 ธ.ค. 2550 14:50]
ข้อคิดเห็นที่ 1 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ไทเทเนียมไดออกไซด์ แบบรูไทล์ มีสมบัติดังนี้ คือ
Crystal system แบบ tetragonal
specific gravity ประมาณ 4.23-5.5
ความแข็ง ตาม Mohs Scale ประมาณ 5.5-6.5
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [6 ธ.ค. 2550 13:14]
ข้อคิดเห็นที่ 2:
อยากทราบว่าไทเทเนียมที่ใช้ทำสายนาฬิกาหรือหัวไม้กอลฟ์เหมือนกันหรือเปล่าครับเพราะมีคนบอกผมว่าเขามีไทเทเนียมที่เป็นตะแกรงสำหรับคนเดินขายอยู่ โทร 086-8283858 ช่วยให้ความรู้ด้วยครับ
โดย: วิสุทธิ์ [4 ม.ค. 2551 20:36]
ข้อคิดเห็นที่ 2 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
คำถามเกี่ยวกับไทเทเนียม คงไม่เกี่ยวกับบทความเรื่องไทเทเนียมไดออกไซด์นี้นะคะ
ไทเทเนียมที่ใช้ทำสายนาฬิกา หรือหัวไม้กอล์ฟเป็นโลหะไทเทเนียม หรืออาจจะเรียกว่าเป็นโลหะผสม (alloys) ก็ได้ค่ะ สมบัติเด่น คือมีน้ำหนักเบา เมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่นๆ เช่นเหล็ก ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ไทเทเนียมอาจจะมีองค์ประกอบแตกต่างกันไป ตามลักษณะของการนำไปใช้งาน ซึ่งน่าจะสอบถามได้จากผู้ผลิต หรือนำมาทดสอบตามห้องปฏิบัติการค่ะ
ไทเทเนียมที่เป็นตะแกรงสำหรับคนเดิน ?? ตรงนี้ไม่เข้าใจค่ะ
โดย: NC [8 ม.ค. 2551 16:15]
ข้อคิดเห็นที่ 3:
ไททาเนียมไดออกไซด์ อานาเทส ที่มีอนุภาคเล็กระดับนาโน ปัจจุบันการนำเข้ามามีปริมาณเท่าไรค่ะ
โดย: อธิษฐาน [9 ม.ค. 2551 11:19]
ข้อคิดเห็นที่ 3 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ข้อมูลการนำเข้าสารเคมีคงต้องสอบถามจากกรมศุลกากรค่ะ
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [10 ม.ค. 2551 12:59]
ข้อคิดเห็นที่ 4:
ช่วยอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนโครงสร้างผลึกอนาเทสเป็นรูไทล์ว่าเป็นอย่างไรคะ และทำให้คุณสมบัติเปลี่ยนไปด้วยรึป่าวคะ
....ขอบคุณค่ะ....
โดย: O_P [13 ม.ค. 2551 04:15]
ข้อคิดเห็นที่ 5:
ไทเทเนียมออกไซด์แบบรูไทน์ที่นำมาใช้เป็นสารพอกหุ้มลวดเชื่อม สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี เช่น TiO2 , Fe2O3 , ZrO3 , P , S ได้อย่างไร
โดย: สุรชษฐ์ [19 ก.พ. 2551 14:54]
ข้อคิดเห็นที่ 4 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
anatase จะเปลี่ยนเป็น rutile ได้เมื่อได้รับความร้อนถึง 915 องศาเซลเซียส
Rutile Anatase Brookite
TiO2 TiO2 TiO2
--------------------------------------------------------------------------------
Form.Wt. 79.890 79.890 79.890
CrystalSystem Tet Tet Orth
Density 4.2743 3.895 4.123
ref. : http://ruby.colorado.edu/~smyth/min/tio2.html
การตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีสามารถใช้เทคนิค X-ray diffraction ตรวจสอบได้
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [20 ก.พ. 2551 14:21]
ข้อคิดเห็นที่ 6:
TIO2 ที่ใช้สำหรับทำความสะอาด จะมีอันตรายใหมครับ และ ถ้านำมาใช้สำหรับการถนอมผักผลไม้จะได้ใหมครับและมีอันตรายมั๊ยครับ
โดย: ณพล [23 ก.พ. 2551 08:09]
ข้อคิดเห็นที่ 5 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ไม่ทราบว่าทีใช้ TiO2 สำหรับทำความสะอาด ใช้อย่างไร กรุณาให้รายละเอียดมากกว่านี้ด้วยค่ะ
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [26 ก.พ. 2551 07:39]
ข้อคิดเห็นที่ 7:
ไทเทเนียม และ อิลเมไนท์ เป็นแร่ตัวเดียวกันหรือเปล่าครับ
ผู้ทราบตอบกลับเมลด้วย ขอบคุณครับ th-hit@hotmail.com
โดย: อยากทราบ [29 ก.พ. 2551 07:24]
ข้อคิดเห็นที่ 6 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ilmenite คือ FeTiO3 ส่วน Titanium คือ Ti เป็นแร่คนละตัว
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [18 เม.ย. 2551 14:30]
ข้อคิดเห็นที่ 8:
อยากทราบว่าไทเทเนียมไดออกไซด์ สามารถหาซื้อได้ที่ไหนครับ
คือผมสนใจที่จะนำไปทำตัวเพิ่มประสิทธิภาพในการนำความร้อนของสารทำความเย็นในท่อความร้อน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ของผมครับ
โดย: โกวิท [30 มิ.ย. 2551 21:57]
ข้อคิดเห็นที่ 9:
อยากทราบว่า ไทเทเนียม ไดออกไซด์ แบบ dispersion จะหาซื้อ
ได้ที่ไหนคะ เพราะตามตลาดทั่ว ๆ ไปจะมีแต่แบบผงไม่มีแบบน้ำค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
โดย: พชรธร [1 ก.ค. 2551 12:20]
ข้อคิดเห็นที่ 7 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ลองสอบถามจากบริษัทขายสารเคมีทั่วไป
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [2 ก.ค. 2551 07:39]
ข้อคิดเห็นที่ 10:
ขอความกรุณาอาจารย์เขียนบทความเกี่ยวกับ Nano-Zinc Oxide ด้วยครับเพราะส่วนใหญ่เห็น ZnO คู่กับ TiO หลายบทความ แต่ไม่มีอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับ ZnO นาโน
ปล.ที่บริษัทผลิต ZnO Regulargrade ครับเผื่อเป็นวิทยาธานให้กับพนักงานโรงงาน
โดย: ธนาฒย์ [11 ก.ค. 2551 09:59]
ข้อคิดเห็นที่ 11:
ไทเทเนียมออกไซด์มีผลอย่างไรกับอาหารบ้างครับ
โดย: nut [14 ส.ค. 2551 13:44]
ข้อคิดเห็นที่ 12:
อยากทราบวิธีใช้ไทเทเนียมออกไซด์เคลือบสิ่งต่าง ๆ เอาวิธีที่เด็ก ๆ ทำได้ ใครรู้ช่วยบอกที
โดย: เด็ก [31 ส.ค. 2551 16:20]
ข้อคิดเห็นที่ 8 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
คุณธนาฒน์ ต้องขอโทษด้วยค่ะที่ไม่เวลาค้นข้อมูลเรื่อง nano ZnO เลย ก็เลยยังไม่ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้
คุณ Nut : เท่าที่ทราบการใช้ไทเทเนียมไดออกไซด์ในอาหารมักใช้เพื่อไม่ให้อาหารนั้นติดกัน เช่นที่เราเห็นเป็นเหมือนแป้งสีขาวเคลือบผิวลูกอมแบบกระป๋อง
คุณเด็ก : สีทาบ้านก็มีส่วนผสมของไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นองค์ประกอบอยู่ เพราะฉะนั้นวิธีการง่ายๆที่เด็กก็ทำได้ คือซื้อสีกระป๋องมาทาผิวที่ต้องการ
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [4 ก.ย. 2551 15:28]
ข้อคิดเห็นที่ 13:
อยากทราบว่า TiO2 ที่เป็น non-nano (เป็นผงเหมือนกันแต่มีขนาดอนุภาคใหญ่กว่า) จะมีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ครับ
โดย: วัชรพงศ์ [31 ต.ค. 2551 09:15]
ข้อคิดเห็นที่ 14:
ไทเทเนียมกับไทเทเนียมไดออกไซด์ต่างกันหรือเปล่าคะ
โดย: ธนะวรรณ [16 พ.ย. 2551 17:31]
ข้อคิดเห็นที่ 9 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ตอบคำถามจากความคิดเห็นที่ 13
ไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดใหญ่ระดับไมโครเมตรมีผลเสียต่อร่างกายน้อยกว่าไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร เนื่องจากไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดนาโนสามารถเคลื่อนตัวไปตามกระแสเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ตับ ไต ม้าม เป็นต้น ได้ง่ายกว่า
ตอบคำถามจากความคิดเห็นที่ 14
- ไทเทเนียมเป็นโลหะชนิดหนึ่ง
- ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นออกไซด์ของโลหะ
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [14 ม.ค. 2552 08:38]
ข้อคิดเห็นที่ 15:
การชุบไทเทเนียม ที่ใช้ในอุตสาหกรรม มีข้อจำกัดอย่างไรครับ
เหมาะสมมั้ย ที่จะนำมาชุบชิ้นส่วนของปืนภายนอก เพื่อป้องกันสนิม เพิ่มความแข็ง และป้องกันการขีดข่วน
โดย: ปลาใหญ่ [22 ม.ค. 2552 15:33]
ข้อคิดเห็นที่ 16:
ขอเรียนถามอาจารย์
ผมไม่แน่ใจว่า การชุบไทเทเนียม ใช้สารตัวเดียวกับไทเทเนียมไดออกไซด์หรือไม่
แต่เห็นมีชุบพวกมีดกลึง เครื่องมือจับยึด ใคร่ขอความรู้ในหลักการพื้นฐานด้วยครับ
โดย: ปลาใหญ่ [24 ม.ค. 2552 10:37]
ข้อคิดเห็นที่ 10 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ตอบความคิดเห็นที่ 15 และ 16
ไทเทเนียมเป็นโลหะชนิดหนึ่ง ส่วนไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารประกอบประเภทโลหะออกไซด์ เป็นสารคนละชนิดกัน การชุบมีดกลึงเป็นการชุบด้วยโลหะไทเทเนียมไม่ใช่ไทเทเนียมไดออกไซด์
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [26 ม.ค. 2552 13:24]
ข้อคิดเห็นที่ 17:
ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับ
โดย: ปลาใหญ่ [27 ม.ค. 2552 12:46]
ข้อคิดเห็นที่ 18:
สารไทเทเนียมไดออกไซด์ ที่ช่วยเคลือบกระดาษ เพื่อกันไฟ เป็นไทเทเนียมชนิดไหนคะ และชื่อว่าอะไร มีข้อควรระวังในการใช้อย่างไรคะ
โดย: พรทิพย์ ยิ้มเกตุ [7 เม.ย. 2552 09:14]
ข้อคิดเห็นที่ 19:
อยากทราบภาษีนำเข้าของ TiO2 ว่าเสียเท่าไร ใครรุ้บ้างตอบด้วย ขอ HS Code ด้วยนะ
โดย: มุก [6 พ.ค. 2552 13:22]
ข้อคิดเห็นที่ 20:
มีตัวอย่างรายงานการวิจัยเรื่องไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กที่จะมีผลก่อให้เกิดโรคบ้างไหมคะ
โดย: แอน [4 มิ.ย. 2552 11:12]
ข้อคิดเห็นที่ 21:
anatase และ rutile ต่างกันอย่างไร และมีผลอย่างไรในการใช้ผลิตสิ่งต่างๆ ค่ะ
โดย: tagoa [21 ส.ค. 2552 21:59]
ข้อคิดเห็นที่ 22:
อยากทราบว่าวิธีการแยก TiO2 ออกจากสารปนเปื้อนมีวิธีการอย่างไรค่ะ
โดย: Aom [23 ส.ค. 2552 22:19]
ข้อคิดเห็นที่ 23:
ตัวไหนครับ ระหว่างโลหะไทเทเนียม กับ ไทเทเนียมไดออกไซด์ ที่เมื่อมีลำแสงออโรร่าหรือรังษียูวีมากระทบแล้ว ทำให้เกิดแก๊สโอโซน ขอบคุณครับ
โดย: Win [24 ส.ค. 2552 23:55]
ข้อคิดเห็นที่ 11 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ตอบความคิดเห็นที่ 20
ถามกรมศุลการกรได้ค่ะ
ตอบความคิดเห็นที่ 21
ไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดเล็กระดับนาโนก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลและอวัยวะที่มีอนุภาคนาโนสะสมอยู่
ตอบความคิดเห็นที่ 22
anatase มักใช้สำหรับเป็น photocatalyst ไม่ควรใช้ในครีมกันแดด
ตอบความคิดเห็นที่ 23
ต้องทราบก่อนว่ามีอะไรปนเปื้อนอยู่บ้าง และปนเปื้อนอยู่ในลักษณะใด
ตอบความคิดเห็นที่ 24
ไทเทเนียมไดออกไซด์ เพราะมีสมบัติเป็น photocatalyst
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [27 ส.ค. 2552 07:36]
ข้อคิดเห็นที่ 24:
ขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงครับ
โดย: Win [28 ส.ค. 2552 20:09]
ข้อคิดเห็นที่ 25:
ช่วยอธิบายกระบวนการโฟโตคะตะไลซิสด้วยนะครับ
โดย: มาลีฮวนน่า [10 พ.ย. 2552 00:10]
ข้อคิดเห็นที่ 26:
ช่วยอธิบายกระบวนการโฟโตคะตะไลซิสสำหรับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ด้วยนะครับ
โดย: มาลีฮวนน่า [10 พ.ย. 2552 00:36]
ข้อคิดเห็นที่ 27:
อยากทราบว่าถ้าต้องการใช้ผงไทเทเนียมออกไซด์เพิ่มความแข็งแรงให้กับเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำโดยการแพคคาร์บูไรท์จะต้องใช้อุณหภูมิเท่าไร
โดย: นศ.โลหการ [14 พ.ย. 2552 13:42]
ข้อคิดเห็นที่ 28:
อยากทราบว่าในประเทศไทยมีการจำหน่าย ผงไทเทเนียเฟสอนาเทสไหมคะ
ถ้ามีบริษัทไหนที่จำหน่าย รบกวนขอเบอร์โทรด้วยน่ะคะ
ขอบคุณล่วงหน้าคะ
โดย: นศ ทำโปรเจคสังเคราะห์ไทเทเนีย [23 พ.ย. 2552 15:36]
ข้อคิดเห็นที่ 29:
ผมทำงานอยู่โรงงานกระเบื้อง อยากใช้TiO2 มาผสมในสูตรเคลือบเพื่อทำให้กระเบื้องมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค จึงอยากทราบว่าจะนำ TiO2 มาใช้งานอย่างไร ( ไม่อยากเคลือบที่ผิวเคลือบ เพราะหากทำความสะอาดแล้วกลัวว่าจะหลุดออกหมด )อยากผสมในสูตรเคลือบ แล้วเผาอุณหภูมิประมาณ 1150 c และต้องใช้ในสูตรเคลือบปริมาณมากน้อยเพียงใด
โดย: คุณกรีฑา [24 พ.ย. 2552 14:35]
ข้อคิดเห็นที่ 30:
พี่ๆ อ. คะ ทำไม anatase จึงมีผลึกที่เล็ก หรือว่ามีพื้นที่ผิวที่สูงคะ
โดย: ่นศ ทำโปรเจค [27 พ.ย. 2552 19:44]
ข้อคิดเห็นที่ 31:
อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของไทเทเนีย ว่าทั้ง3 เฟสนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ความเสถียร และปฏิกิริยาโฟโต้ (แตกต่างกันอย่างไร) ซึ่งปอไม่มีข้อมูลนี้เลย สัมมนาเคมีเฉพาะทาง2 ตอบคำถามอาจารย์ไม่ได้เลยค่ะ อยากทราบข้อมูลมากค่ะจะได้ไปตอบคำถามตอนพรีเซนต์โปรเจคอีกน่ะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าน่ะค่ะ
โดย: อาภาภรณ์ [9 ธ.ค. 2552 17:56]
ข้อคิดเห็นที่ 32:
อยากทราบวิธีตรวจสอบใช่ ไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือไม่ ทำไมบางทีละลายน้ำได้ บางทีละลายไม่ได้ลอยเหนือน้ำ เพราะอะไร ขอรบกวนถามผู้รู้
โดย: wan_tae [10 ธ.ค. 2552 14:46]
ข้อคิดเห็นที่ 33:
ตอบความคิดเห็นที่35 ไททาเนียมไม่ละลายในน้ำครับ
โดย: choke [2 ก.พ. 2553 11:39]
ข้อคิดเห็นที่ 34:
ดร. สุพิณ ครับวัสดุนาโนไททาเนียมไดออกไซด์ ผมเคยเผาที่อุณหภูมิ 650 c เป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้ววิเคราะห์ด้วย XRD พบว่าเฟสเปลี่ยนจากอนาเทส เป็นรูไทล์
และผมรบกวนอยากทราบว่า ดร. ทำวิจัยทางด้านวัสดุนาโนไททาเนียมไดออกไซด์ อยู่หรือป่าวครับ เพื่อผมมีข้อสงสัยอะไรจะได้ขอคำปรึกษาด้วยครับ
โดย: choke [2 ก.พ. 2553 11:47]
ข้อคิดเห็นที่ 35:
CaTiO 3 ทีมีโครงสร้างเเบบ perovskite ใช่ไททาเนียมออกไซด์ใหมค่ะ
โดย: pool [27 ก.พ. 2553 14:30]
ข้อคิดเห็นที่ 36:
อยากรบกวนถาม ดร. ว่า Titanium dioxide ที่ใช้เป็นสีผสมอาหารในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นชนิดไหนครับ Rutile หรือ Anatase ถ้าใช้ได้ทั้งสองชนิด แล้วมีให้คุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไรสำหรับสีผสมอาหาร ขอบคุณครับ
โดย: NiN [5 มี.ค. 2553 02:20]
ข้อคิดเห็นที่ 37:
อยากรบกวนถามเกี่ยวกับTitanium dioxide ที่นมาใช้เป็นส่วนผสมในครีมกันแดดนะค่ะเป็นชิดไหน Rutile หรือ Anatase ค่ะ
โดย: enjoy [29 มี.ค. 2553 14:55]
ข้อคิดเห็นที่ 38:
อีกคำถามค่ะ Titanium dioxide ที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมในครีมกันแดดส่วนใหญ่มีขนาดเท่าไหร่ค่ะกี่นาโนเมตร
โดย: enjoy [29 มี.ค. 2553 15:07]
ข้อคิดเห็นที่ 39:
อยากทราบว่าTiO2สามารถนำมาเคลือบผิวผลไม้โดยตรงได้หรือไม่ และละลายในอะไร จุดเดือดเท่าไหร่ รบกวนด้วยนะค่ะ
โดย: seungseo [7 เม.ย. 2553 23:34]
ข้อคิดเห็นที่ 40:
อยากทราบว่า TiO2 สังเคราะห์มากจากแร่ ilmenite ใช่หรือเปล่าครับ
โดย: dekpak [26 ก.ค. 2553 14:55]
ข้อคิดเห็นที่ 41:
อยากทราบการทำงานของไทเทเนียมไดออกไซด์ขณะที่เกิดปฏิกิริยาโฟโตคะตะไลซิส ครับ รบกวนช่วยให้คำแนะนำด้วยครับ ขอบคุณครับ
โดย: dekpak [26 ก.ค. 2553 14:59]
ข้อคิดเห็นที่ 42:
ขอความกรุณาครับ
อยากทราบการเติม tio2 ในอาหารสัตว์ครับ
เป็นการเพิ่มสีสันในอาหารสัตว์ครับ
อยากทราบข้อมูลลึกครับ
ฃขอความกรุณาด้วยครับ
โดย: ag44 kku animal Sc. [5 ส.ค. 2553 12:02]
ข้อคิดเห็นที่ 43:
ช่วยอธิบาย สีของ anatase และ rutile หน่อยคับ เพราะจากที่ทราบมา anatase มีสี blue shade ในขณะที่ rutile ซึ่งมีอยู่2สีคือ ใน particle size ที่มีขนาดเล็กจะมีสี blue shade แต่ในparticle size ที่มีขนาดใหญ่จะมีสี yellow shade ขอถึงโครงสร้างหน่อยนะคับ ขอบคุณมากๆๆ
โดย: tor [4 ก.ย. 2553 00:03]
ข้อคิดเห็นที่ 44:
ขอบคุณมากค่ะ
โดย: tagoa [5 ก.ย. 2553 00:03]
ข้อคิดเห็นที่ 45:
ช่วยตอบด้วยนะค่ะ
การประยุกต์ใช้คุณสมบัติพิเศษของโครงสร้างนาโนนำมาใช้ในการผลิตถุงเท้า ซึ่งเป็นถุงเท้าพอลิเอสเตอร์ (polyester) ที่ในปัจจุบันมีวางจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ โดยถุงเท้านี้ถูกผลิตขึ้นมาจากการใช้ อนุภาคนาโนของธาตุเงิน (nano silver) ที่มีขนาดโครงสร้างเพียง 19 นาโนเมตรเข้าไปยึดติดกับเส้นใยพอลิเอสเตอร์ของถุงเท้า ซึ่งอนุภาคนาโนของธาตุเงินมีคุณสมบัติสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ทำให้ถุงเท้านาโนนี้สามารถป้องกันการเกิดกลิ่นอับ และการเกิดเชื้อราได้เป็นอย่างดี มีอันตรายอะไรไหมค่ะ
แล้วถ้าใช้อย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินหรือเป็นที่ได้จากธรรมชาติแทนมีไหมคร่า
ขอบคุณค่ะ
โดย: เมย์ [26 ก.ย. 2553 02:04]
ข้อคิดเห็นที่ 46:
อยากทราบว่าที่เค้าขายเครื่องดักยุงในตลาดยี่ห้อหนึ่งเค้าอ้างสรรพคุณว่า เคลือบด้วยสารไทเทเนี่ยมไดออกไซด์ที่ตัววัสดุและทำให้เกิดปฎิกิริรยากับหลอด uv สามารถดึงดูดยูงตัวเมียได้
ไม่ทราบว่าสารไทเทเนี่ยมนี้ทำให้เกิดปฎิกริรยาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริงหรือเปล่าครับเมือเจอแสง uv และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย
ขอบคุณครับ
โดย: เก่ง [4 ต.ค. 2553 17:17]
ข้อคิดเห็นที่ 47:
อยากทราบว่าไทเทเนียมที่เติมเข้าไปในโลหะผสมอลูิเนียม ช่วยทำหน้าที่อะไร ส่งผลอย่างไรคะ
โดย: ปาย [23 เม.ย. 2554 13:43]
ข้อคิดเห็นที่ 48:
อยากทราบว่า มีวิธีแยก tio2 รูไทล์ออกจากอานาเทส หรือป่าวครับ พอดีมี tio2 ที่มีอานาเทส 99% รูไทล์1%
โดย: บำรุงพล [29 เม.ย. 2554 06:14]
ข้อคิดเห็นที่ 49:
มีเพื่อนไปไต้หวันมา แล้วซื้อสร้อยที่ทำจากไทเทเนียม บอกว่ามีสรรพคุณด้านปรับสภาพสมดุลในร่างกาย แก้อาการปวดเมื่อยบริเวณที่สัมผัสกับไทเทเนียมได้ อยากทราบว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ เพราะอะไร
โดย: freebird [14 พ.ค. 2554 09:35]
ข้อคิดเห็นที่ 50:
สุดยอด
โดย: ken2/3 [3 มิ.ย. 2554 14:42]
ข้อคิดเห็นที่ 51:
ดีมากๆ
โดย: bell [9 มิ.ย. 2554 19:38]
ข้อคิดเห็นที่ 52:
อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมของไทเทเนียมไดออกไซด์
โดย: เด็กชัง้คิด [22 มิ.ย. 2554 12:35]
ข้อคิดเห็นที่ 53:
ถ้าผมใส่โลหะที่มีคุณสมบัติแบบไทเทเนียมลงไปใน(สาเหตุบอกไม่ได้นะครับเพียงแต่อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น) ถังชุบแบบทองแดงเหนี่ยวนำด้วยไฟฟ้าซึ่งภายในมีน้ำยาชุบอยู่โลหะนี้จะขัดขวางการทำงานการชุบโลหะของผมมั้ยหรือเกิดอะไรขึ้นครับ
และถ้าเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็จะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการชุบมั้ย...รบกวนหน่อยครับ
โดย: ตั้ม [24 มิ.ย. 2554 13:46]
ข้อคิดเห็นที่ 54:
ในการทำวัสดุให้มีคุณสมบัติ superhydrophobic บางที่ก้อใช้ SiO2 หรือ TiO2 อยากทราบว่ามันมีคุณสมบัติต่างกันอย่างไร และควรใช้แบบไหนดีค่ะ
โดย: โปรเจค [9 ก.ค. 2554 10:29]
ข้อคิดเห็นที่ 55:
anatase กับ rutile มีความแตกด่างกันอย่างไรบ้าง ทั้งในเชิงของสูตรโครงสร้างเคมีและโครงสร้างผลึก
แสงแดดกับผิวหนัง http://pharmanet.co.th/articles.php?action=1&article_no=59
แสงจากดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยรังสีต่างๆ มากมาย เท่าที่มนุษย์ตรวจพบ แบ่งประเภทออกมาได้ เป็นรังสีคอสมิก แกมม่า เอ็กซ์ อัลตราไวโอเลต อินฟาเรด รังสีที่มองเห็นได้และคลื่นวิทยุโทรทัศน์ รังสีเหล่านี้เราแบ่งประเภทได้โดยใช้ ขนาดคลื่นของมันเป็นตัวกำหนด ซึ่งจะวัดได้โดยใช้เครื่องวัดขนาดคลื่น ประมาณ 1 ใน 3 ของแสงแดดจะถูกดูดซับโดย น้ำ อากาศ โอโซน และบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก คลื่นรังสีที่มีความสำคัญเกี่ยวพันกับผิวหนังของเรา คือ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) รังสีที่มองเห็นได้ (Visible light) และรังสีอินฟาเรด (Infrared)
รังสีอัลตราไวโอเลต แบ่งตามช่วงคลื่น เป็น
ยูวีเอ (UV-A) เป็นรังสีคลื่นยาว 320-400 nm ทะลุผ่านกระจกได้ จะผ่านผิวหนังชั้นบนเข้าในผิวหนังชั้นลึกลงไปได้ ทำให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลได้อย่างรวดเร็ว(Immediate tanning) ถ้ามากอาจกระตุ้นให้ผิวสร้าง Melanin ขึ้นใหม่ได้ แม้UV-Aจะไม่ใช่ตัวการหลักที่ทำให้ผิวแก่เหี่ยวย่น และเป็นมะเร็ง แต่การโดนซ้ำๆบ่อยๆ ก็ทำให้มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน
ยูวีบี (UV-B) เป็นรังสีคลื่นสั้น ขนาด 290-320 nm ไม่ทะลุผ่านกระจก จะถูกดูดซับบนผิวชั้นบน ทำให้ผิวสีน้ำตาลช้าๆ(Delay tanning)แต่จะทำให้ผิวอักเสบ แดง ระคายเคือง UV-Aเป็นตัวการหลักทำให้เกิดมะเร็ง และผิวหนังแก่เหี่ยวย่น ถ้าโดนบ่อย
ยูวีซี (UV-C) จัดเป็นรังสีคลื่นสั้นเช่นกัน ขนาด 200-290 nm ปกติไม่พบในโลก เนื่องจากถูกโอโซนในบรรยากาศดูดซับไว้หมด
ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 9.00 - 15.00 น. เพราะมีรังสีอัลตร้าไวโอเลตสูงมากกว่า ช่วงเวลาอื่นๆ *(nm = nanometer)
การป้องกันแดด
1. การป้องกันตามธรรมชาติ ผิวจะมีการป้องกันตามธรรมขาติอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะผิวของแต่
ละคนแต่ละพันธุกรรมและแต่ละเผ่าพันธ์เชื้อชาติ
1. การป้องกัน โดยการใช้สารกันแดด มี 2 ชนิด คือ
1.1 Chemical or absortion sunscreen คือการป้องกันโดยใช้สารกันแดดซึ่งอาจอยู่ในรูปของ ครีม โลชั่น
สเปรย์ แล้ว
ทาบนผิวหนัง สารกันแดดเหล่านี้เป็นสารเคมีถูกดูดซับไปในผิวหนังชั้นบน แล้วทำหน้าที่ดูดซับ รังสีไม่ให้ผ่านลงไปในผิวหนังชั้นใน สารเหล่านี้มี
ข้อดี คือ ราคาถูก และ เมื่ออยู่ในรูปครีม โลชั่น รูปแบบของผลิตภัณฑ์ดูเนื้อดี เมื่อทาก็จะดูดซึมเข้าในผิว ไม่เห็นร่องรอย
ข้อเสีย ของสารเหล่านี้ คือ อาจทำให้แพ้ได้ง่าย
1.1 Reflecting Sunblock or Physical Sunblock คือการป้องกันแดด โดยใช้สารทึบแสงจากธรรมชาติ ในรูป
ครีม หรือ โลชั่น ไม่ดูดซึมเข้าผิว ป้องกันรังสีโดยการสะท้อนรังสีออกไป สารเหล่านี้ได้แก่ Titanium dioxide และ Zinc Oxide
ข้อดี ของสารเหล่านี้ คือ ไม่ดูดซึมเข้าในผิว จึงไม่เกิดอาการแพ้ ใช้ได้แม้บริเวณผิวอ่อนหรือผิวเด็กเล็ก
เป็นสารจากธรรมชาติและยังป้องกันแดดในช่วงคลื่นต่างๆ ได้กว้างกว่าแบบเคมี
ข้อเสีย คือ ราคาแพงกว่า, เมื่อทาบนผิว อาจขาวหรือดูเงา ๆ เนื้อครีมอาจเหนอะหนะกว่า
การหาค่าประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดด
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบค่าของการกันแดดของผลิตภัณฑ์กันแดด แต่ละตำรับ นักวิทยาศาสตร์จึงได้หา
วิธีคำนวณค่าประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดด ซึ่งเรียกว่า ค่า SPF = Sun Protecting Factor
SPF หมายถึง อัตราส่วน ของ MED ของผิวหนังที่ทาผลิตภัณฑ์กันแดดและ MED ของผิวหนัง
ที่ไม่ได้ทา
ค่า MED (Minimal Erythrema Dose) คือ ขนาด(เวลา) ที่ทำให้เกิดผิวแดงอักเสบ หรือความปกติที่ผิวหนัง
ดังนั้น ค่า SPF คือ อัตราส่วนของ เวลาที่ทำให้เกิดผิวแดงเมื่อทาผลิตภัณฑ์กันแดดนั้น กับ เวลา ที่ทำ
ให้ผิวหนังที่ไม่ได้ทา (ผิวตามธรรมชาติ) เกิดผิวแดง ณ การปล่อยให้ผิวตากแดด ณ ที่เดียวกัน
สรุป ให้ง่าย ค่า SPF คือ จำนวนเท่าของเวลาในการป้องกันแดด เมื่อทาผลิตภัณฑ์กันแดดนั้นๆว่าเป็น
กี่เท่าของเวลาการป้องกันแดดโดยธรรมชาติของผิว
ผลิตภัณฑ์กันแดด ประกอบด้วยอะไร
ก. สารกันแดด
1.Chemical
คือ สารเคมีที่ใช้ป้องกันแดดโดยการดูดซับรังสี UV-A สารเคมีแต่ละตัวจะให้ผลในการดูดซับรังสีได้
ในช่วงคลื่น แตกต่างกัน ในผลิตภัณฑ์กันแดด แต่ละชนิดจึงต้องมีสารกันแดดหลายตัวผสมกันเพื่อให้มีความสามารถในการดูดซับแสง ช่วงคลื่นที่กว้างขวาง (Broad spectrum) สารเคมีที่ใช้มี 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1.1 PABA Group
กลุ่มพาบา ดูดซับรังสีคลื่นสั้นได้ดี ที่นิยมใช้มี Octyl dimethyl PABA (Padimate O) สารกันแดด
กลุ่มนี้นิยมใช้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากดูดซับแสงได้ดี มีอาการแพ้น้อยเมื่อเปรียบกับสารตัวอื่นๆ แต่มีสารในกลุ่มนี้ตัวหนึ่ง ซึ่งเคยนิยมใช้เมื่อ 30 ปีก่อน แล้วปรากฏภายหลังพบว่าอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง สารตัวนี้ชื่อ Padimate A ซึ่งได้ถูกห้ามใช้ตั้งแต่ปี 2530 ส่วน Padimate O พบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Padimate A เลย จึงยังเป็นที่ใช้กันอย่างกว้างขวางจนปัจจุบัน
1.2 Non-PABA คือ กลุ่มที่ไม่ใช่พาบามีหลายกลุ่มคือ
Bensophenone ดูดซับ UV คลื่นสั้นและยาว
Cinnamates ดูดซับ UV คลื่นสั้น
Antranilate ดูดซับ UV คลื่นสั้น
Homosalate ดูดซับ UV คลื่นสั้นและยาว
กลุ่ม Non-PABA นี้จะก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่ากลุ่ม PABA ระดับความเสี่ยงต่อการแพ้ เรียงตามกลุ่มข้างต้นจากน้อยมาหามาก
การจัดตำรับผลิตภัณฑ์กันแดด ต้องใช้สารกันแดดหลายตัวผสมกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งป้องกันรังสีครอบคลุมทุกชนิด และเพื่อเป็นลดอัตราการแพ้
2.Physical or Natural Sunblock
คือ สารกายภาพ หรือ สารธรรมชาติ มีดังนี้
2.1 Titanium dioxide เป็นสารทึบแสง ได้จากธรรมชาติ ถือเป็นดินหรือแร่ชนิดหนึ่ง สามารถป้องกัน
รังสีคลื่นสั้นได้ดีและยังสามารถป้องกันรังสีคลื่นยาวได้อีกระดับหนึ่ง
2.2 Zinc oxide เป็นสารทึบแสงได้จากธรรมชาติเช่นกัน มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ป้องกันรังสีคลื่นยาวได้ดี
ผลิตภัณฑ์กันแดด ซึ่งใช้สารทั้งสองเป็นสารกันแดด จะไม่ดูดซับแสงแต่จะสะท้อนรังสีทั้งหมดออกไป จึงทำให้ไม่เกิดอาการแพ้ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายนิยมใช้ Titanium oxide ตัวเดียว เนื่องจากการใช้ Zinc oxide ร่วมในตำรับทำให้จัดตำรับผลิตภัณฑ์ยากลำบากขึ้น และครีมซึ่งมี Zinc oxide เมื่อทาแล้วผิวอาจขึ้นขาววาวๆได้
ข. รองพื้น (Base)
เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์กันแดดมีผลอย่างมากต่อค่าSPF และต้องอยู่ในรูปแบบที่ผู้บริโภคสะดวกใช้ ที่นิยมคือเป็น ครีม โลชั่น สปรย์ หรือ โลชั่นใส แต่ในหลักการต้องให้มีคุณสมบัติ ดังนี้
? เนื้อผลิตภัณฑ์ต้องดูดี น่าใช้
? เกลี่ย ทา ง่าย
? ติดผิวแน่น ทนต่อการถูกน้ำ เหงื่อ ล้างออก คุณสมบัติข้อนี้มีความสำคัญมากต่อค่า SPF ของผลิตภัณฑ์
ข้อเปรียบเทียบของสารกันแดด 2 กลุ่ม
สารกันแดดเคมี สารกันแดดกายภาพ
1. กลไกดูดซับรังสีไว้ที่โมเลกุลของสารซึ่งทาอยู่บนผิวหนัง 1. กลไกสะท้อนและกระจายรังสีทุกชนิดออกจากผิวหนังทันทีที่ตกกระทบอนุภาคของไทเทเนียมไดออกไซค์และซิงค์ออกไซค์
2. กันแดดช่วงคลื่นสั้นกว่า 280 - 365 นาโนเมตร 2. กันแดดช่วงคลื่นยาวกว่า 260 - 700 นาโนเมตร
3. มีผลสะสมที่ผิวหนัง โอกาสเกิดการแพ้ระคายเคืองได้ง่ายกว่า 3. ปลอดภัยสูงไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคืองใช้ในเด็กเล็กได้ ล้างออกได้ง่าย
4. สลายตัวได้ง่ายเมื่อได้รับความร้อนหรือรังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง 4. ผงแป้งละเอียดมาก พื้นที่ผิวรอบอนุภาคมีมากทำให้สะท้อนและกระจายรังสีได้ดี ช่วยปกปิดรูขุมขนได้ดีมีความคงตัวสูง ไม่ถูกทำลายโดยรังสีความร้อนหรือรังสีจากดวงอาทิตย์
วิธีทาครีมกันแดด
1. ควรทาครีมกันแดด ทาทิ้งไว้ที่ผิวหนัง ประมาณ 15 - 20 นาที ก่อนออกไปตากแดด
2. ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 15 ขึ้นไป
3. เลือดครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพกันแดดได้ผลดี ปลอดภัยสูง ไม่ก่อให้เกิดการแพ้
ระคายเคือง
ครีมกันแดดแบบไหนดี http://www.greenworld.or.th/relax/forum/1292
ป้าแตงคะ แดดร้อนเหลือทนเลยค่ะ จะปั่นจักรยานกลางแดดก็เป็นห่วงความงาม มีครีมกันแดดดีๆ แนะนำไหมคะ
Yellow Submarine (ทางอีเมล)
Yellow Submarine จ๋า
แดดร้อนแรงจริงอะไรจริง ร้อนผ่าวเหลือทนจนคนเดินถนนและสาวนักปั่นหลายคนแอบหวั่นไหว เพราะหน้าตา ต้นคอ หัวไหล่ ใบหู และแขนสองข้างถูกแดดแผดเผาเอาจนไหม้เกรียม
สาวๆ ไม่น้อยที่กลัวแก่ กลัวมีรอยเหี่ยวย่น และกลัวเป็นมะเร็งเพราะแสงแดดของศตวรรษที่ 21 ครีมกันแดดจึงถูกโหมประโคมให้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของสาวไทย ในฐานะอุปกรณ์สู้แดดอย่างเป็นทางการมาสัก 3-4 ทศวรรษได้ และยิ่งเข้มข้นขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ที่โลกร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ ด้วยความเชื่อที่ว่าครีมกันแดดช่วยป้องกันไม่ให้แสงแดดทำอันตรายต่อผิวหนัง และที่สำคัญคือไม่ทำให้ดำ!
เราอาจแบ่งครีมกันแดดออกเป็น 2 แบบ คือ ครีมกันแดดแบบเคมี (chemical sunscreen) ซึ่งเป็นสินค้าส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในท้องตลาดเมืองไทย กับครีมกันแดดแบบกายภาพ (physical sunscreen)
ครีมกันแดดแบบเคมี หรือที่เรียกกันว่า “ครีมกันแดดแบบดั้งเดิม” ทำงานด้วยการดูดซับแสง UVA และ UVB ไว้ ไม่ให้ทะลุถึงชั้นผิวหนัง แต่ครีมประเภทนี้มีสารเคมีและวัตถุกันเสียหลายอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ตั้งแต่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ผื่นแพ้ รบกวนฮอร์โมนในร่างกาย เป็นพิษต่อตับ มีผลต่อระบบประสาท บางชนิดแตกตัวเมื่อถูกแสงอาทิตย์และอาจก่อให้เกิดมะเร็ง ไปจนถึงทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ด้วย
ผู้บริโภคจึงมักหันมาใช้ครีมกันแดดแบบกายภาพ ซึ่งมีส่วนประกอบเช่น Zinc oxide กับ Titanium dioxide ที่ทำงานเหมือนตัวสะท้อนแสงออกไปจากผิว เมื่อทาครีมกันแดดชนิดนี้ ผิวเราจึงดูขาวเวอร์ๆ ทำให้หลายคนถอดใจไม่ค่อยอยากใช้
http://scribol.com
เว็บไซต์เพื่อสิ่งแวดล้อม grist.org เคยรายงานว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของครีมกันแดด 922 ชนิดในท้องตลาด ไม่ได้ช่วยป้องกันผิวจากแสงแดดอย่างที่โฆษณา ซ้ำยังเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคด้วย พร้อมกับแนะนำว่า ครีมกันแดดที่ดีควร “ดีต่อเรา ดีต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ได้ผลจริง” นั่นคือ
1. เลือกใช้ครีมที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ตัวเลข SPF บอกถึงความนานในการอยู่กลางแจ้ง เช่น ถ้าผิวเริ่มแดงเมื่อผ่านไป 20 นาที ครีมที่มี SPF 30 ก็ควรป้องกันผิวได้นานขึ้น 30 เท่า (เช่น 10 ชั่วโมง)
2. เลือกครีมที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB
3. หลีกเลี่ยงครีมที่มี oxybenzone และ fragrance เป็นส่วนประกอบ อย่างแรกอาจทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ ส่วนอย่างหลัง ส่งผลเสียหายต่อสุขภาพหลายอย่าง ตั้งแต่ทำให้เกิดภูมิแพ้ ทำลายตับ ทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน ฯลฯ (ที่จริงยังมีอีกหลายตัวที่เป็นพิษต่อร่างกายนะ เช่น PABA, Octocrylene, Butyl methoxydibenzoylmethane, Isotridecyl salicylate, Octyl salicylate, Potassium Hydroxide และอื่นๆ อีกหลายชนิด)
4. มองหาครีมที่ใช้ Titanium dioxide และ/หรือ Zinc oxide ที่ช่วยสะท้อนแสงแดดออกไป แทนที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่จะปรากฏเป็นชั้นสีขาวบนผิวของเรา
5. ถ้าหากจะลงเล่นน้ำทะเล ลองเลือกครีมที่มีส่วนผสมที่ทำจากพืช ไม่เป็นอันตรายต่อปะการัง
รู้ไหมล่ะว่า ทุกปีท้องทะเลต้องรองรับครีมกันแดดมากถึง 4,000-6,000 ตัน ซึ่งมีส่วนที่ทำให้ปะการังฟอกขาว
6. ลองดูรายชื่อครีมกันแดดจากองค์กรที่ทำวิจัยเรื่องครีมกันแดด เช่น www.ewg.org/2010sunscreen/finding-the-best-sunscreens (แต่ว่าส่วนใหญ่ก็ไม่มีขายในเมืองไทย)
7. ได้โปรดอย่าลืมว่า ครีมกันแดดเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการปกป้องผิวเท่านั้น ลองหาผ้าคลุมเก๋ๆ แว่นตาที่กัน UV ได้ดี หมวกปีกกว้าง และร่มใช้ดู จะช่วยได้มาก
8. หลีกเลี่ยงการออกแดดตั้งแต่หลัง 10 โมง ถึง 4 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด – ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทย ก็ควรจะก่อนและหลังจากนั้นนะ เช่น หลัง 9 โมง ถึง 5 โมงเย็น
นอกจากนี้ ป้าอยากเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยว่า
- ครีมกันแดด (และเครื่องสำอางอื่น) ที่เป็น “นาโน” ซึ่งจะมีโมเลกุลเล็กมากมายจนแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง และแพร่ไปตามกระแสโลหิตได้ง่ายๆ นั้น อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพที่เรายังไม่รู้ ไม่ใช่แค่ครีมกันแดดแบบเคมีเท่านั้นนะ แม้แต่ครีมกันแดดแบบกายภาพที่เป็นนาโน ก็อาจส่งผลต่อฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ได้ ถึงมันจะปกป้องเราจากแสงแดดได้ดีกว่าก็เถอะ
- เมื่อครีมกันแดดมากมายเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์แล้ว ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และระบบนิเวศด้วยเหมือนกัน ถึงยังไม่มีการศึกษามากนัก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ตรวจพบสารป้องกัน UV ในแม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทรทั่วโลกแล้ว และพบเข้มข้นมากในบริเวณใกล้แหล่งน้ำทิ้ง โดยสารหลายตัวเป็นพิษต่อสัตว์
- แม้ Titanium dioxide และ Zinc oxide จะปลอดภัย (กว่า) สำหรับมนุษย์ แต่ก็เป็นพิษต่อสัตว์น้ำและสาหร่ายบางชนิด ทั้งนี้ยังไม่นับการทำเหมืองเพื่อนำแร่ธาตุเหล่านี้มาใช้อีก
- เครื่องสำอางแบบนาโน ใช้พลังงานในการผลิตมากกว่า ใช้ตัวทำละลายมากกว่า ซึ่งอุตสาหกรรมผลิตเครื่องสำอางไม่ค่อยอยากบอกใคร
อุตสาหกรรมเครื่องสำอางพัฒนาสินค้าออกมามากมายหลายชนิด และไปไกลเกินกว่าที่เราจะรู้ว่ามันส่งผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมขนาดไหน เป็นความจริงที่ผู้บริโภคไม่ค่อยอยากฟัง และอุตสาหกรรมเองก็อยากจะหุบปากไว้
และสำหรับสาธุชนผู้รักสัตว์ โปรดพึงสดับว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้ทำให้สัตว์ทดลองชนิดต่างๆ อย่างกระต่ายและหนูตะเภา ที่ต้องทุกข์ทรมานจากการทดสอบเครื่องสำอาง บาดเจ็บ และตายลงเป็นล้านตัว เพื่อความงามของมนุษย์ ทั้งที่จริงแล้ว มีมากมายหลายกรณีที่ปฏิกิริยาจากร่างกายคนและสัตว์แตกต่างกันมาก และการทดลองในสัตว์ใช้ไม่ได้จริง
กระต่ายที่ถูกขังกรงแออัดโผล่ออกมาแค่หัว จะถูกป้ายเครื่องสำอางที่ขอบตาจนระคายเคือง เป็นแผล และถึงขั้นตาบอด มีรายงานว่ามันร้องอย่างเจ็บปวดทุกครั้งที่ถูกป้ายตา และพยายามหนีออกจากช่องเล็กๆ ที่มันอยู่จนคอหัก ส่วนหนูตะเภาถูกใช้ทดสอบอาการแพ้และผื่นคัน เครื่องสำอางแต่ละชนิดทำให้สัตว์ทรมานจากอาการอักเสบ บวม เป็นพิษต่อตับ เลือดออกทางทวารต่างๆ เป็นมะเร็ง ฯลฯ และตายไปในที่สุด
ผู้สนใจอาจเข้าไปดูรายชื่อเครื่องสำอางยี่ห้อที่เป็นมิตรกับสัตว์ได้ที่ www.leapingbunny.org/shopping.php
น่าเสียดายที่ครีมกันแดดและเครื่องสำอางเกือบทั้งหมดที่ขายในเมืองไทย โดยเฉพาะจากบริษัทขนาดใหญ่ ยังใช้การทดลองกับสัตว์แทบทั้งนั้น
ถ้าใครอยากรู้ว่า เครื่องสำอางยี่ห้อไหนเป็นมิตรกับสัตว์บ้าง ลองมองหาเครื่องหมายที่ระบุว่า “against animal testing” “not test on animals” หรือ “non animal testing” ดูได้จ้า
รักทั้งสัตว์ ทั้งผิว
ป้าแตงไทย
Titanium oxide http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=1421
http://www.chemtrack.org/HazMap-Intro.asp
skin designation "Danger of cutaneous absorption." (ACGIH) อันตรายจากการดูดซึมทางผิวหนัง (ACGIH)
Tio2 film หมายถึง ฟิล์มไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือเป็นลักษณะของไทเทเนียมไดออกไซด์ที่เคลือบบนผิววัสดุที่มีขนาดบางมากๆ จนอนุมาลได้ว่ามีลักษณะเป็นเหมือนแผ่นฟิล์ม
tio2 หรือ ไทเทเนียมไดออกไซด์ เป็นสารกึ่งตัวนำชนิด N Type semiconductor เมื่อไททาเนียมไดออกไซด์ถูกกระตุ้นด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นที่เหมาะสมและสั้นกว่าความยาวคลื่นมาตรฐานของสารกึ่งตัวนำ จะเกิดกระแสไฟฟ้าแบบอะโนดิค (Anodic photocurrent)
ไทเทเนียมไดออกไซด์ มีความสามารถหลากหลายด้านขึ้นอยู่กับการนำเอาไปใช้งาน เช่น การป้องกันสนิม การกำจัดเชื้ออิโคไลด์ การทำสมาร์ทวินโดว์ เป็นต้น
ไททาเนียมไดออกไซด์มี 3 โครงสร้างคือ รูไทล์ (Rutile), อะนาเทส (Anatase) และ บรูไคท์ (Brookhite) จนถึงปัจจุบันงานวิจัยทางด้านไฟฟ้าเคมีส่วนใหญ่จะใช้ไททาเนียมไดออกไซด์ที่มีโครงสร้างเป็นแบบรูไทล์หรืออะนาเทส หรือทั้งสองชนิดรวมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการเตรียมและการปรับสภาพให้เหมาะสมก่อนนำไปใช้
ทั้งรูไทล์และอะนาเทสมีหน่วยเซลล์ (Unit cell) เป็นแบบเตตระโกนอล (Tetragonal) ซึ่งภายในประกอบไปด้วย TiO6 ออกตะฮีดอล (Octahedral) ที่มีลักษณะบิดตัว ความยาวพันธะของรูไทล์และอะนาเทสจะคล้ายคลึงกัน แต่อะนาเทสที่เป็นแบบออกตะฮีดอลจะมีการบิดตัวของมุมมากกว่า ดังนั้นอะนาเทสจึงมีโครงสร้างเป็นแบบเปิดมากกว่า (โมลาร์โวลุม สูงกว่า, ความหนาแน่นต่ำกว่า) รูไทล์ (Rutile) มีประมาณ Melting point=1858 ºC
ส่วนใหญ่ Tio2 film นั้นจะไม่ได้ประกอบด้วย ไททาเนียมไดออกไซด์ เพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสาร 2 ชนิดขึ้นไป เพราะไทเทเนี่ยมไดออกไซด์จะมีข้อจำกัดอยู่ที่ว่าจะทำงานได้เฉพาะในที่ที่มีแสงสว่างเท่านั้น
ข้อมูลของไทเทเนียมไดออกไซด์มีทั่วๆในเน็ตลองหาเอานะ.......ขี้เกียจพิมพ์ให้อะมันเยอะ
chem eng buu. (IP:58.147.76.98)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 21 พ.ค. 2550 (00:54)
Tio2 film หมายถึง ฟิล์มไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือเป็นลักษณะของไทเทเนียมไดออกไซด์ที่เคลือบบนผิววัสดุที่มีขนาดบางมากๆ จนอนุมาลได้ว่ามีลักษณะเป็นเหมือนแผ่นฟิล์ม
tio2 หรือ ไทเทเนียมไดออกไซด์ เป็นสารกึ่งตัวนำชนิด N Type semiconductor เมื่อไททาเนียมไดออกไซด์ถูกกระตุ้นด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นที่เหมาะสมและสั้นกว่าความยาวคลื่นมาตรฐานของสารกึ่งตัวนำ จะเกิดกระแสไฟฟ้าแบบอะโนดิค (Anodic photocurrent)
ไทเทเนียมไดออกไซด์ มีความสามารถหลากหลายด้านขึ้นอยู่กับการนำเอาไปใช้งาน เช่น การป้องกันสนิม การกำจัดเชื้ออิโคไลด์ การทำสมาร์ทวินโดว์ เป็นต้น
ไททาเนียมไดออกไซด์มี 3 โครงสร้างคือ รูไทล์ (Rutile), อะนาเทส (Anatase) และ บรูไคท์ (Brookhite) จนถึงปัจจุบันงานวิจัยทางด้านไฟฟ้าเคมีส่วนใหญ่จะใช้ไททาเนียมไดออกไซด์ที่มีโครงสร้างเป็นแบบรูไทล์หรืออะนาเทส หรือทั้งสองชนิดรวมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการเตรียมและการปรับสภาพให้เหมาะสมก่อนนำไปใช้
ทั้งรูไทล์และอะนาเทสมีหน่วยเซลล์ (Unit cell) เป็นแบบเตตระโกนอล (Tetragonal) ซึ่งภายในประกอบไปด้วย TiO6 ออกตะฮีดอล (Octahedral) ที่มีลักษณะบิดตัว ความยาวพันธะของรูไทล์และอะนาเทสจะคล้ายคลึงกัน แต่อะนาเทสที่เป็นแบบออกตะฮีดอลจะมีการบิดตัวของมุมมากกว่า ดังนั้นอะนาเทสจึงมีโครงสร้างเป็นแบบเปิดมากกว่า (โมลาร์โวลุม สูงกว่า, ความหนาแน่นต่ำกว่า) รูไทล์ (Rutile) มี Melting point ประมาณ=1858 C
ส่วนใหญ่ Tio2 film นั้นจะไม่ได้ประกอบด้วย ไททาเนียมไดออกไซด์ เพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสาร 2 ชนิดขึ้นไป เพราะไทเทเนี่ยมไดออกไซด์จะมีข้อจำกัดอยู่ที่ว่าจะทำงานได้เฉพาะในที่ที่มีแสงสว่างเท่านั้น
ข้อมูลของไทเทเนียมไดออกไซด์มีทั่วๆในเน็ตลองหาเอานะ.......ขี้เกียจพิมพ์ให้อะมันเยอะ
chem eng buu. (IP:58.147.76.98)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 21 มิ.ย. 2550 (09:27)
ผมขอความคิดเห็นนิดนึงครับ ถ้าเกิดว่าเรานำสารไทเทเนี่ยม มาเคลือบไว้กับลูกสูบของเครื่องยนต์จะเป็นอย่างไรอ่ะครับ ช่วยคิดทีครับ จาก เอ รังสิต
เอ Randsid_ok@hotmail.com (IP:124.121.150.45)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 17 เม.ย. 2551 (22:00)
<P>ตอบคุณเอ คุณต้องการเคลือบลูกสูบเพื่ออะไรคับ ต้องบอกจุดประสงค์หน่อยเพราะว่าจะได้รู้ว่าทำประโยชน์ได้หรือไม่คับ และที่คุณถามนี่คือไททาเนียมTi หรือไททาเนียมไดออกไซด์ เพราะมันเป็นคนละประเภทกันเลยคับ TiO2</P>
keke (IP:203.185.131.3)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 20 เม.ย. 2551 (21:06)
ฟิล์ม TiO2 คงต้องเคลือบในอะไรซักอย่าง เช่น แผ่นกระจกครับ
ถ้าต้องการวิธีทำฟิล์มบางของ TiO2 บนแผ่นกระจก อาจจะถามจากคนที่ทำ "เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง" หรือ ถามหาคุณชัยยุทธ แซ่กัง ที่สวทช. (http://www.nstda.or.th) ก็ได้ครับ
มีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย "เซลล์แสงอาทิตย์กับสีย้อมไวแสงจากพืชในประเทศไทย" http://www.vcharkarn.com/varticle/34274/1
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปัน225 ครั้ง - ดาว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 14 ส.ค. 2551 (21:13)
อายทราอัตราส่วนของ สารประกอบของ tio2 ครับ
anuwat151
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 15 ม.ค. 2552 (15:03)
อยากทราบค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนแสง(?)UVของไทเทเนียม ไดออกไซด์ค่ะ
หามานานมากๆ ยังไม่เจอสักที ถ้าใครทราบรบกวนโพสท์ลงให้ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
่jaegift@hotmail.com (IP:161.200.255.163)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 20 มี.ค. 2552 (03:15)
ไททาเนียมออกไซค์มีความหนาประมาณเท่าไรคับ
alex28279@hotmail.com (IP:202.28.48.211)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 25 มี.ค. 2552 (16:16)
เคยอยู่โรงงานเคลือบกระจกโดยใช้ ฟิลม์ TiO2 ครับ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของฟิล์มและเพิ่มค่า Reflectant ของการสะท้อนแสง โดยหลักการเคลือบจะใช้วิธี Sputtering Process ใน Vacumm Chamber โดยจะต้องมี Target ที่เลือกใช้ก่อนจากนั้นจึงยิง Electron ไปชน Target เพื่อเคลือบกระจกผิวครับ
ตอนที่ทำอยู่ Film จะหนาประมาณ 80-100 Nanometre ครับ
san_allmylove@hotmail.com (IP:118.175.144.140)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 4 ส.ค. 2552 (23:30)
ช่วยหน่อยครับ ผมอยากทราบว่า ทำไม ไทเทเนียมไดออกไซด์ถึง เป็นสารกึ่งตัวนำชนิด เอ็น ครับ
roj_bird@hotmail.com (IP:202.28.78.177)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 3 ก.ย. 2552 (10:14)
อยากทราบว่าทำไมการ sputtering ต้องทำใน vacumm ด้วยครับ แล้วก็ตอนที่อบเพื่อเปลี่ยนเฟส ทำไมต้องอบใน H2 กับใน Vacumm ด้วยครับ
husnarak007@hotmail.com (IP:58.9.51.238)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 21 ต.ค. 2552 (18:21)
ถ้าเราใช้ผ้าเช็ดแผ่นกระจก ที่มีTio2เคลือบทำไมคุณสมบัติ Anti_fogจึงหายไปครับ
mcclub2009@thaimail.com (IP:58.10.207.47)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 25 พ.ย. 2552 (18:35)
ผมอยากรู้เกี่ยวกับการเตรียมฟิล์มไททาเนียมไดออกไซด์โดยวิธีการโซลเจลอะครับ ช่วยบอกที
m_phy TU (IP:203.131.212.40)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 9 ก.พ. 2554 (16:42)
กระจกที่เคลือบ TiO2 เมื่ออยู่กลางแดด (โดนแสงอาทิตย์) จะมีคุณสมบัติแบบ superhydrophilicity คือ มุมสัมผัสของหยดน้ำ (contact angle) จะเกือบเป็นศูนย์ (จะตรงกันข้ามกับพื้นผิว superhydrophobic ซึ่งจะเหมือนกับลักษณะของหยดน้ำบนใบบัว) พูดง่ายๆ คือ เมื่อเราฉีดน้ำบนกระจกแบบนี้ น้ำจะถูกดูดติดกับผิวกระจกสร้างเป็นแผ่นฟิล์มน้ำบางๆ ซึ่งจะสามารถไล่คราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกออกไปจากพื้นผิวกระจกได้เพียงแค่ใช้น้ำฉีดใส่กระจกเท่านั้น (เนื่องจากน้ำจะไปแทรกตัวอยู่ใต้สิ่งสกปรกเหล่านั้นเพราะแรงยึดเกาะกับผิวกระจกที่ดีกว่านั่นเอง) หรือกันการเกิดฝ้าหมอกบนกระจก (ฝ้าหมอกบนกระจกเกิดจากไอน้ำในอากาศมาควบแน่นเป็นหยดน้ำเล็กๆ เล็กมากๆจนเราเห็นเป็นฝ้าขาวๆ ในเมื่อพื้นผิวของกระจกชนิดนี้ไม่สามารถเกิดหยดน้ำได้มันจึงป้องกันการเกิดฝ้าหมอกไปในตัว) ทางการค้ากระจกแบบนี้จะแสดงสรรพคุณว่าเป็น self-cleaning และ anti-fog ซึ่งในกรณีที่ว่ามันทำความสะอาดตัวเองได้เนี่ยก็ ประมาณว่าไม่จำเป็นต้องไปถูไปขัดนั่นแหละ ดังนั้นถ้าเกิดเราเอาผ้าไปขัดไปถูบ่อยๆเข้า ไอ้ตัว TiO2 ที่เคลือบอยู่มันคงค่อยๆลอกติดผ้าเช็ดรถเราออกมาด้วย กระจกจึงเสียคุณสมบัติ superhydrophilicity ไป
แต่ที่สำคัญคุณสมบัติ superhydrophilicity นี้จำเป็นจะต้องมีพลังงานจากแสงมาตกกระทบกระจกด้วย
ซึ่งถ้าเป็นกระจกรถยนต์ ก็ต้องล้างกระจกกลางแดด แล้วก็อาจจะไม่กันฝ้าถ้าขับในเวลากลางคืน (อันนี้ก็คงต้องใช้ที่ปัดน้ำฝนช่วยกันปกติ) แต่ถ้าเป็นกรณีกระจกบ้าน ก็คงไม่มีปัญหาอะไร กลางคืนก็ปล่อยให้น้ำเกาะไปก่อน พอกลางวันฝ้ามันก็จะเปลี่ยนเป็นฟิล์มน้ำล้างกระจกไปในตัวเอง
แต่มันก็คงมีอายุการใช้งานแหละครับ ซึ่งผมก็ไม่มีข้อมูลว่ามันจะอยู่ได้กี่ปี แต่ถ้าราคาไม่แพงมากนักก็น่าใช้เหมือนกัน
Op (IP:203.185.130.17)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 28 มิ.ย. 2554 (20:13)
ถ้าจะใช้ไททาเนียมไดออกไซด์ มาใช้ในการเร้งการเจริญเติบโตของพืชจะได้หรือไม่ มีวิธีการทำอย่างไร ขอบคุณค่ะ
auchraporn@gmail.com (IP:125.26.245.150)
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=62609
Titanium Dioxide
Titanium Dioxide (TiO2)
เป็นแม่สีชนิดหนึ่งมีโครงสร้างเป็นผลึก แข็ง และโดยส่วนใหญ่จะทำการ Treat ผิวด้วยสารเคมีต่างๆ เพื่อให้การใช้งานใน งานแต่ละประเภททำได้ง่านขึ้น และกระจายตัวได้ดี ซึ่งนิยมใช้ในกระบวนการสีพลาสติก สีพลาสติก กว่า 90 % จะมีส่วนผสมของ TiO2 ทั้งที่เป็นสีขาวล้วน หรือสีอื่นๆ ที่ต้องการความทึบ หรือใช้เพื่อตกแต่งสี TiO2 จึงเป็นแม่สีที่มีความสำคัญมากในกระบวนการ Matching
ชนิดของ Titanium Dioxide
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ rutile และ anatase ซึงมีโครงสร้างของผลึกแตกต่างกัน และให้สีทีี่ต่างกันคือ Rutile สีจะออกโทนเหลืองกว่า ส่วน Anatase สีจะออกโทน Blue กว่าเล็กน้อย และการทนต่อสภาพแสง Rutile จะมีความทนทานดีกว่า ส่วน anatase สีจะเปลี่ยนเป็นเหลืองได้เร็วกว่า นอกจากนั้น กระบวนการผลิตยังมี 2 กระบวนการที่ต่างกันซึ่งจะทำให้ได้ชนิดของ TiO2 ต่างกัน คือ sulphate process จะได้ rutile และ anatase ในขณะที่ Chloride process จะได้ rutile อย่างเดียว
Yellowing effect
การใช้ TiO2 เราจะพบปัญหาเรื่อง Yellowing ในพลาสติกบางประเภท และบางเกรดเช่น HDPE, LDPE บางเกรด ซึงปัญหา Yellowing เกิดจาก การ treat ผิว TiO2 ไม่ดีพอ และ การเติมสาร Phenolic Antioxidant มากเกินไปในพลาสติกเกรดนั้นๆ ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยากับก๊าซ Nitrogen ในอากาศ ทำให้สีเปลี่ยนเหลืองได้เมื่อเก็บใน ware house ซึ่งปฏิกิริยา Yellowing จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสองปัจจัยนี้ในเวลาเดียวกันเท่านั้น นั่นคือ ถ้า TiO2 มีการ treat ผิวที่เหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหา Yellowing แม้พลาสติกจะมี Phenolic Antioxidant อยู่มากก็ตาม ในทางตรงข้าม แม้ TiO2 จะ Treat ผิวมาไม่ดีก็จะไม่เกิดปัญหา Yellowing ถ้าพลาสติกไม่มี Phenolic Antioxidant มากเกินไป
การเลือกใช้ TiO2
การเลือกใช้ TiO2 ตั้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่างเช่น ชนิดของ TiO2 เป็น rutile หรือ anatase ซึง rutile จะเหมาะกับงาน out door มากกว่า ดูการ treat ผิวว่าดีหรือไม่ อาจทำการทดสอบ Yellowing test ทั้ง indoor - Outdoor ในพลาสติกเกรดที่ใช้อยู่ นอกจากนั้นคือเรื่องของ Opacity เรื่องของราคา และการกระจายตัวที่ดีในพลาสติก TiO2 บางเกรดที่มีการ Treat ผิวที่ดี อาจไม่ต้องผสม lubricant ในกระบวนการผลิต และสามารถใช้ loading สูงถึง 80 %
TiO2 มีคุณสมบัติเป็น Anti Oxidant ในตัว คือสามารถสะท้อนแสง UV ไม่ให้ทำลายผิวพลาสติกได้อีกด้วย ฉะนั้น เราสามารถลดการใช้ UV Stabilizer ลงได้เมื่อมี TiO2 เป็นส่วนผสมหลัก
นอกจากนั้น ชิ้นงานที่มีความบางเป็นพิเศษและมีกระบวนการผลิตที่เร็ว ต้องเลือกเกรดที่กระจายตัวได้ดี ไม่เกิดปัญหา reagglomerate หรือ lacing ซึ่งทำให้ชิ้นงานขาด
http://all4polymers.gagto.com/?cid=270207
Titanium Oxide http://www.mne.eng.psu.ac.th/knowledge/student/s441010664/1.htm
TiO2เป็นSemiconductorPhotocatalyticซึ่งมีค่าพลังงานระหว่างชั้นเป็น3.2 eV ซึ่งผลิตมาจากกระบวนการ sulphate process และ chloride process ซึ่งผลผลิตที่ได้จะมีสมบัติพิเศษ ดังนี้
ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
มีความแข็งแรง
ยับยั้งและฆ่าเชื้อโรคถึง 99.99%
กำจัดความเป็นพิษในสภาพแวดล้อม
Titanium dioxide (TiO2) เป็น semiconductor photocatalyst
.
คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเพื่อนๆ ที่ช่วยกันโหวต
ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารเก่าแก่ชนิดหนึ่งเท่าๆกับโลกของเรา และเป็นหนึ่งใน 50 ชนิดของสารที่ผลิตมากที่สุดทั่วโลก
ลักษณะโดยทั่วไป
============
มีสีขาว ทึบแสง เกิดเองตามธรรมชาติมี 2 รูปแบบ ใหญ่ คือ รูไทล์และอานาเทส ทั้ง 2 รูปแบบมีไทเทเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์อยู่กับสารปนเปื้อน ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีจึงจะนำสารปนเปื้อนออกได้ เหลือไว้แต่ไทเทเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์
การใช้งาน
=======
ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารสีที่มีสีขาวมีประโยชน์สำหรับการใช้งานได้หลากหลาย เนื่องจากมันไม่มีกลิ่นและมีความสามารถในการดูดซับ แร่ชนิดนี้พบได้ในหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สีทาบ้านไปถึงอาหารและเครื่องสำอาง ในกลุ่มเครื่องสำอางใช้เพื่อหลายวัตถุประสงค์ ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารสีที่มีสีขาว เป็นตัวที่ทำให้เกิดการทึบแสง และเป็นตัวป้องกันแสงแดด
ความมีพิษและอันตราย
================
ไทเทเนียมไดออกไซด์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของสารสีที่ปลอดภัย ไม่ใช่สารที่อยู่ในกลุ่มของสารก่อมะเร็ง สารที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ สารที่ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์เกิดความผิดปกติ หรือสารที่มีพิษ ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าไทเทเนียมไดออกไซด์ไม่ใช่สารที่มีพิษ โดยทั่วไปมีความปลอดภัยในการใช้กับอาหาร ยา สี และเครื่องสำอาง แต่นี่ไม่ใช่ข้อยุติสำหรับการโต้แย้ง ความปลอดภัยของไทเทเนียมไดออกไซด์ในอีกรูปแบบหนึ่งยังไม่ได้กล่าวถึง หนึ่งในรูปแบบของแร่ หรือการสกัดแร่รวมถึงไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ควรคำนึงถึงคือ อนุภาคขนาดเล็กหรืออนุภาคขนาดนาโน ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้สามารถทำแร่ให้มีขนาดเล็กได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่หลายส่วนชื่นชมกับเทคโนโลยีใหม่ บางส่วนเตือนถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายในที่มาถึงร่างกายของเรา มีการศึกษาพบว่าอนุภาคขนาดเล็กของไทเทเนียมไดออกไซด์รูปแบบอนาเทส ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมโครเมตร ก่อให้เกิดโรคได้
นอกจากนี้การบาดเจ็บต่อเซลขึ้นอยู่กับขนาดอนุภาคของไทเทเนียมไดออกไซด์ ยิ่งขนาดอนุภาคเล็กความเป็นพิษก็ยิ่งมากขึ้น โดยขนาด 70 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านถุงลมในปอดได้ ขนาด 50 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านเซลได้ และขนาด 30 นาโนเมตร สามารถแทรกเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ ผลการสรุปนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภค เนื่องจากอุตสาหกรมเครื่องสำอางกำลังใช้สารสีขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในสารกันแดดและเครื่องสำอางที่ให้สี อนุภาคนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์ถูกใช้ในสารกันแดดเนื่องจากไม่มีสีและแม้ว่าจะมีขนาดเล็กก็ยังสามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ มีบริษัทเครื่องสำอางหลายบริษัทที่เพิ่มทุนในการใช้อนุภาคนาโนของโลหะออกไซด์ อย่างไรก็ตามอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ใช้ในฐานะที่เป็นสารกันแดดมีขนาดเล็กอาจจะสามารถแทรกผ่านเซล และนำไปสู่การเกิดกระบวนการโฟโตคะตะไลซิสภายในเซลได้ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ DNA เมื่อได้รับแสง และเป็นที่น่ากลัวว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง การศึกษาโดยการใช้สารกันแดดที่มีไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กทุกวันเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าผิวหนังสามารถดูดซับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กได้ อนุภาคเหล่านี้พบได้ในชั้นของผิวหนังภายใต้แสงอุลตร้าไวโอเลต สำหรับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดใหญ่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการสะท้อนหรือดูดกลืนแสงอุลตร้าไวเลตได้เพื่อปกป้องผิว ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อนุภาคของสารสีขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นสารกันแดดหรือเครื่องสำอางที่ให้สี
ที่มา:
http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=5&ID=3
เว็บไชต์อื่นๆที่เกี่ยวกับ TiO2
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=62609
http://www.most.go.th/news/newspaper/default.asp?GID=2898
http://learners.in.th/blog/awe2/6538
http://teenet.chiangmai.ac.th/emac/journal/2003/20/09.php
http://www.scisoc.or.th/stt/28/web/content/B_02/B01.htm
http://www.nstda.or.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=51&Itemid=73
3 ปี ผ่านไป แจ้งลบ http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080814010155AAkTHIj
ข้อเสีย สร้างประจุลบ ดูดให้ฝุ่นลอยมาติด ขนาด 50 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านเซลไปถึงถุงลมในปอดได้ ถ้าสูบบุหรี่ หรือทำงานในที่ๆมีฝุ่นควันมากๆ ละอองสี ทำอาหาร หรือใช้เครื่องดูดฝุ่น ละอองที่เข้าไปในระบบทางเดินหายใจ จะถูกประจุลบดูดติดไว้ในปอดสะสมฝุ่น เร่งการเป็นมะเร็งปอด
แต่อาจใช้ขนาด70 นาโนเมตร พ่นเพื่อฆ่าเชื้อในปอดได้ เพียงแต่ ต้องระมัดระวังฝุ่นควันไปตลอด หรือต้องใช้หน้ากาก N95 ไปตลอดเวลา
ทั้งนี้ ไทเทเนียมไดออกไซด์ เป็นสารที่ค่อนข้างคงตัว แต่ พิษวิทยาจากห้องทดลองยังไม่เพียงพอว่าประจุไฟฟ้าลบ สามารถกระตุ้นเซลล์ให้เกิดโรค หรือมะเร็งได้หรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเสี่ยง
มีการใช้กันมากในยาสีฟัน ครีมทาผิว สบู่ ยาสระผม
ไทเทเนียมไดออกไซด์ http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=5&ID=3
http://www.material.chula.ac.th/Articles/Ti_.html
ผู้เขียน: ดร. สุพิณ แสงสุข
หน่วยงาน: นักวิจัยสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ และฐานการจัดการความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สนับสนุนโดย สกว.)
วันที่: 20 ก.ค. 2550
ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารเก่าแก่ชนิดหนึ่งเท่าๆกับโลกของเรา และเป็นหนึ่งใน 50 ชนิดของสารที่ผลิตมากที่สุดทั่วโลก ลักษณะโดยทั่วไปมีสีขาว ทึบแสง เกิดเองตามธรรมชาติมี 2 รูปแบบ ใหญ่ คือ รูไทล์และอานาเทส ทั้ง 2 รูปแบบมีไทเทเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์อยู่กับสารปนเปื้อน ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีจึงจะนำสารปนเปื้อนออกได้ เหลือไว้แต่ไทเทเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์ ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารสีที่มีสีขาวมีประโยชน์สำหรับการใช้งานได้หลากหลาย เนื่องจากมันไม่มีกลิ่นและมีความสามารถในการดูดซับ แร่ชนิดนี้พบได้ในหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สีทาบ้านไปถึงอาหารและเครื่องสำอาง ในกลุ่มเครื่องสำอางใช้เพื่อหลายวัตถุประสงค์ ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารสีที่มีสีขาว เป็นตัวที่ทำให้เกิดการทึบแสง และเป็นตัวป้องกันแสงแดด
ไทเทเนียมไดออกไซด์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของสารสีที่ปลอดภัย ไม่ใช่สารที่อยู่ในกลุ่มของสารก่อมะเร็ง สารที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ สารที่ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์เกิดความผิดปกติ หรือสารที่มีพิษ ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าไทเทเนียมไดออกไซด์ไม่ใช่สารที่มีพิษ โดยทั่วไปมีความปลอดภัยในการใช้กับอาหาร ยา สี และเครื่องสำอาง แต่นี่ไม่ใช่ข้อยุติสำหรับการโต้แย้ง ความปลอดภัยของไทเทเนียมไดออกไซด์ในอีกรูปแบบหนึ่งยังไม่ได้กล่าวถึง
หนึ่งในรูปแบบของแร่ หรือการสกัดแร่รวมถึงไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ควรคำนึงถึงคือ อนุภาคขนาดเล็กหรืออนุภาคขนาดนาโน ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้สามารถทำแร่ให้มีขนาดเล็กได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่หลายส่วนชื่นชมกับเทคโนโลยีใหม่ บางส่วนเตือนถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายในที่มาถึงร่างกายของเรา มีการศึกษาพบว่าอนุภาคขนาดเล็กของไทเทเนียมไดออกไซด์รูปแบบอนาเทส ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมโครเมตร ก่อให้เกิดโรคได้
นอกจากนี้การบาดเจ็บต่อเซลขึ้นอยู่กับขนาดอนุภาคของไทเทเนียมไดออกไซด์ ยิ่งขนาดอนุภาคเล็กความเป็นพิษก็ยิ่งมากขึ้น โดยขนาด 70 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านถุงลมในปอดได้ ขนาด 50 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านเซลได้ และขนาด 30 นาโนเมตร สามารถแทรกเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ ผลการสรุปนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภค เนื่องจากอุตสาหกรมเครื่องสำอางกำลังใช้สารสีขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในสารกันแดดและเครื่องสำอางที่ให้สี อนุภาคนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์ถูกใช้ในสารกันแดดเนื่องจากไม่มีสีและแม้ว่าจะมีขนาดเล็กก็ยังสามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ มีบริษัทเครื่องสำอางหลายบริษัทที่เพิ่มทุนในการใช้อนุภาคนาโนของโลหะออกไซด์ อย่างไรก็ตามอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ใช้ในฐานะที่เป็นสารกันแดดมีขนาดเล็กอาจจะสามารถแทรกผ่านเซล และนำไปสู่การเกิดกระบวนการโฟโตคะตะไลซิสภายในเซลได้ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ DNA เมื่อได้รับแสง และเป็นที่น่ากลัวว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง การศึกษาโดยการใช้สารกันแดดที่มีไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กทุกวันเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าผิวหนังสามารถดูดซับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กได้ อนุภาคเหล่านี้พบได้ในชั้นของผิวหนังภายใต้แสงอุลตร้าไวโอเลต สำหรับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดใหญ่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการสะท้อนหรือดูดกลืนแสงอุลตร้าไวเลตได้เพื่อปกป้องผิว ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อนุภาคของสารสีขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นสารกันแดดหรือเครื่องสำอางที่ให้สี
ที่มาของข้อมูล :
Stryker, L., 2007. Titanium Dioxide : Toxic or Safe? (online)
Avialable from : www.theorganicmakeupcompany.com/CA/titnaniumdioxide.asp [Accessed 29 May 2007]
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:
นาโนเทคโนโลยี และความปลอดภัย - นาโนเทคโนโลยีกับความปลอดภัย
นาโนเทคโนโลยี และความปลอดภัย - ซิลเวอร์นาโน
นาโนเทคโนโลยี และความปลอดภัย - จับตาสินค้านาโน
นาโนเทคโนโลยี และความปลอดภัย - นาโนเทคโนโลยีปลอดภัยหรือไม่
ข้อคิดเห็น
ข้อคิดเห็นที่ 1:
ผู้ที่มีความรู้ช่วยอธิบายไททาเนียมไดออกไซด์ อานาเทสเกรด มีคุณสมบัติอย่างไรและมีการทรีตเซอร์เฟตอย่างไร
โดย: วัช [1 ธ.ค. 2550 14:50]
ข้อคิดเห็นที่ 1 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ไทเทเนียมไดออกไซด์ แบบรูไทล์ มีสมบัติดังนี้ คือ
Crystal system แบบ tetragonal
specific gravity ประมาณ 4.23-5.5
ความแข็ง ตาม Mohs Scale ประมาณ 5.5-6.5
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [6 ธ.ค. 2550 13:14]
ข้อคิดเห็นที่ 2:
อยากทราบว่าไทเทเนียมที่ใช้ทำสายนาฬิกาหรือหัวไม้กอลฟ์เหมือนกันหรือเปล่าครับเพราะมีคนบอกผมว่าเขามีไทเทเนียมที่เป็นตะแกรงสำหรับคนเดินขายอยู่ โทร 086-8283858 ช่วยให้ความรู้ด้วยครับ
โดย: วิสุทธิ์ [4 ม.ค. 2551 20:36]
ข้อคิดเห็นที่ 2 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
คำถามเกี่ยวกับไทเทเนียม คงไม่เกี่ยวกับบทความเรื่องไทเทเนียมไดออกไซด์นี้นะคะ
ไทเทเนียมที่ใช้ทำสายนาฬิกา หรือหัวไม้กอล์ฟเป็นโลหะไทเทเนียม หรืออาจจะเรียกว่าเป็นโลหะผสม (alloys) ก็ได้ค่ะ สมบัติเด่น คือมีน้ำหนักเบา เมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่นๆ เช่นเหล็ก ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ไทเทเนียมอาจจะมีองค์ประกอบแตกต่างกันไป ตามลักษณะของการนำไปใช้งาน ซึ่งน่าจะสอบถามได้จากผู้ผลิต หรือนำมาทดสอบตามห้องปฏิบัติการค่ะ
ไทเทเนียมที่เป็นตะแกรงสำหรับคนเดิน ?? ตรงนี้ไม่เข้าใจค่ะ
โดย: NC [8 ม.ค. 2551 16:15]
ข้อคิดเห็นที่ 3:
ไททาเนียมไดออกไซด์ อานาเทส ที่มีอนุภาคเล็กระดับนาโน ปัจจุบันการนำเข้ามามีปริมาณเท่าไรค่ะ
โดย: อธิษฐาน [9 ม.ค. 2551 11:19]
ข้อคิดเห็นที่ 3 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ข้อมูลการนำเข้าสารเคมีคงต้องสอบถามจากกรมศุลกากรค่ะ
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [10 ม.ค. 2551 12:59]
ข้อคิดเห็นที่ 4:
ช่วยอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนโครงสร้างผลึกอนาเทสเป็นรูไทล์ว่าเป็นอย่างไรคะ และทำให้คุณสมบัติเปลี่ยนไปด้วยรึป่าวคะ
....ขอบคุณค่ะ....
โดย: O_P [13 ม.ค. 2551 04:15]
ข้อคิดเห็นที่ 5:
ไทเทเนียมออกไซด์แบบรูไทน์ที่นำมาใช้เป็นสารพอกหุ้มลวดเชื่อม สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี เช่น TiO2 , Fe2O3 , ZrO3 , P , S ได้อย่างไร
โดย: สุรชษฐ์ [19 ก.พ. 2551 14:54]
ข้อคิดเห็นที่ 4 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
anatase จะเปลี่ยนเป็น rutile ได้เมื่อได้รับความร้อนถึง 915 องศาเซลเซียส
Rutile Anatase Brookite
TiO2 TiO2 TiO2
--------------------------------------------------------------------------------
Form.Wt. 79.890 79.890 79.890
CrystalSystem Tet Tet Orth
Density 4.2743 3.895 4.123
ref. : http://ruby.colorado.edu/~smyth/min/tio2.html
การตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีสามารถใช้เทคนิค X-ray diffraction ตรวจสอบได้
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [20 ก.พ. 2551 14:21]
ข้อคิดเห็นที่ 6:
TIO2 ที่ใช้สำหรับทำความสะอาด จะมีอันตรายใหมครับ และ ถ้านำมาใช้สำหรับการถนอมผักผลไม้จะได้ใหมครับและมีอันตรายมั๊ยครับ
โดย: ณพล [23 ก.พ. 2551 08:09]
ข้อคิดเห็นที่ 5 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ไม่ทราบว่าทีใช้ TiO2 สำหรับทำความสะอาด ใช้อย่างไร กรุณาให้รายละเอียดมากกว่านี้ด้วยค่ะ
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [26 ก.พ. 2551 07:39]
ข้อคิดเห็นที่ 7:
ไทเทเนียม และ อิลเมไนท์ เป็นแร่ตัวเดียวกันหรือเปล่าครับ
ผู้ทราบตอบกลับเมลด้วย ขอบคุณครับ th-hit@hotmail.com
โดย: อยากทราบ [29 ก.พ. 2551 07:24]
ข้อคิดเห็นที่ 6 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ilmenite คือ FeTiO3 ส่วน Titanium คือ Ti เป็นแร่คนละตัว
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [18 เม.ย. 2551 14:30]
ข้อคิดเห็นที่ 8:
อยากทราบว่าไทเทเนียมไดออกไซด์ สามารถหาซื้อได้ที่ไหนครับ
คือผมสนใจที่จะนำไปทำตัวเพิ่มประสิทธิภาพในการนำความร้อนของสารทำความเย็นในท่อความร้อน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ของผมครับ
โดย: โกวิท [30 มิ.ย. 2551 21:57]
ข้อคิดเห็นที่ 9:
อยากทราบว่า ไทเทเนียม ไดออกไซด์ แบบ dispersion จะหาซื้อ
ได้ที่ไหนคะ เพราะตามตลาดทั่ว ๆ ไปจะมีแต่แบบผงไม่มีแบบน้ำค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
โดย: พชรธร [1 ก.ค. 2551 12:20]
ข้อคิดเห็นที่ 7 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ลองสอบถามจากบริษัทขายสารเคมีทั่วไป
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [2 ก.ค. 2551 07:39]
ข้อคิดเห็นที่ 10:
ขอความกรุณาอาจารย์เขียนบทความเกี่ยวกับ Nano-Zinc Oxide ด้วยครับเพราะส่วนใหญ่เห็น ZnO คู่กับ TiO หลายบทความ แต่ไม่มีอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับ ZnO นาโน
ปล.ที่บริษัทผลิต ZnO Regulargrade ครับเผื่อเป็นวิทยาธานให้กับพนักงานโรงงาน
โดย: ธนาฒย์ [11 ก.ค. 2551 09:59]
ข้อคิดเห็นที่ 11:
ไทเทเนียมออกไซด์มีผลอย่างไรกับอาหารบ้างครับ
โดย: nut [14 ส.ค. 2551 13:44]
ข้อคิดเห็นที่ 12:
อยากทราบวิธีใช้ไทเทเนียมออกไซด์เคลือบสิ่งต่าง ๆ เอาวิธีที่เด็ก ๆ ทำได้ ใครรู้ช่วยบอกที
โดย: เด็ก [31 ส.ค. 2551 16:20]
ข้อคิดเห็นที่ 8 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
คุณธนาฒน์ ต้องขอโทษด้วยค่ะที่ไม่เวลาค้นข้อมูลเรื่อง nano ZnO เลย ก็เลยยังไม่ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้
คุณ Nut : เท่าที่ทราบการใช้ไทเทเนียมไดออกไซด์ในอาหารมักใช้เพื่อไม่ให้อาหารนั้นติดกัน เช่นที่เราเห็นเป็นเหมือนแป้งสีขาวเคลือบผิวลูกอมแบบกระป๋อง
คุณเด็ก : สีทาบ้านก็มีส่วนผสมของไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นองค์ประกอบอยู่ เพราะฉะนั้นวิธีการง่ายๆที่เด็กก็ทำได้ คือซื้อสีกระป๋องมาทาผิวที่ต้องการ
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [4 ก.ย. 2551 15:28]
ข้อคิดเห็นที่ 13:
อยากทราบว่า TiO2 ที่เป็น non-nano (เป็นผงเหมือนกันแต่มีขนาดอนุภาคใหญ่กว่า) จะมีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ครับ
โดย: วัชรพงศ์ [31 ต.ค. 2551 09:15]
ข้อคิดเห็นที่ 14:
ไทเทเนียมกับไทเทเนียมไดออกไซด์ต่างกันหรือเปล่าคะ
โดย: ธนะวรรณ [16 พ.ย. 2551 17:31]
ข้อคิดเห็นที่ 9 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ตอบคำถามจากความคิดเห็นที่ 13
ไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดใหญ่ระดับไมโครเมตรมีผลเสียต่อร่างกายน้อยกว่าไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร เนื่องจากไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดนาโนสามารถเคลื่อนตัวไปตามกระแสเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ตับ ไต ม้าม เป็นต้น ได้ง่ายกว่า
ตอบคำถามจากความคิดเห็นที่ 14
- ไทเทเนียมเป็นโลหะชนิดหนึ่ง
- ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นออกไซด์ของโลหะ
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [14 ม.ค. 2552 08:38]
ข้อคิดเห็นที่ 15:
การชุบไทเทเนียม ที่ใช้ในอุตสาหกรรม มีข้อจำกัดอย่างไรครับ
เหมาะสมมั้ย ที่จะนำมาชุบชิ้นส่วนของปืนภายนอก เพื่อป้องกันสนิม เพิ่มความแข็ง และป้องกันการขีดข่วน
โดย: ปลาใหญ่ [22 ม.ค. 2552 15:33]
ข้อคิดเห็นที่ 16:
ขอเรียนถามอาจารย์
ผมไม่แน่ใจว่า การชุบไทเทเนียม ใช้สารตัวเดียวกับไทเทเนียมไดออกไซด์หรือไม่
แต่เห็นมีชุบพวกมีดกลึง เครื่องมือจับยึด ใคร่ขอความรู้ในหลักการพื้นฐานด้วยครับ
โดย: ปลาใหญ่ [24 ม.ค. 2552 10:37]
ข้อคิดเห็นที่ 10 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ตอบความคิดเห็นที่ 15 และ 16
ไทเทเนียมเป็นโลหะชนิดหนึ่ง ส่วนไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารประกอบประเภทโลหะออกไซด์ เป็นสารคนละชนิดกัน การชุบมีดกลึงเป็นการชุบด้วยโลหะไทเทเนียมไม่ใช่ไทเทเนียมไดออกไซด์
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [26 ม.ค. 2552 13:24]
ข้อคิดเห็นที่ 17:
ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับ
โดย: ปลาใหญ่ [27 ม.ค. 2552 12:46]
ข้อคิดเห็นที่ 18:
สารไทเทเนียมไดออกไซด์ ที่ช่วยเคลือบกระดาษ เพื่อกันไฟ เป็นไทเทเนียมชนิดไหนคะ และชื่อว่าอะไร มีข้อควรระวังในการใช้อย่างไรคะ
โดย: พรทิพย์ ยิ้มเกตุ [7 เม.ย. 2552 09:14]
ข้อคิดเห็นที่ 19:
อยากทราบภาษีนำเข้าของ TiO2 ว่าเสียเท่าไร ใครรุ้บ้างตอบด้วย ขอ HS Code ด้วยนะ
โดย: มุก [6 พ.ค. 2552 13:22]
ข้อคิดเห็นที่ 20:
มีตัวอย่างรายงานการวิจัยเรื่องไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กที่จะมีผลก่อให้เกิดโรคบ้างไหมคะ
โดย: แอน [4 มิ.ย. 2552 11:12]
ข้อคิดเห็นที่ 21:
anatase และ rutile ต่างกันอย่างไร และมีผลอย่างไรในการใช้ผลิตสิ่งต่างๆ ค่ะ
โดย: tagoa [21 ส.ค. 2552 21:59]
ข้อคิดเห็นที่ 22:
อยากทราบว่าวิธีการแยก TiO2 ออกจากสารปนเปื้อนมีวิธีการอย่างไรค่ะ
โดย: Aom [23 ส.ค. 2552 22:19]
ข้อคิดเห็นที่ 23:
ตัวไหนครับ ระหว่างโลหะไทเทเนียม กับ ไทเทเนียมไดออกไซด์ ที่เมื่อมีลำแสงออโรร่าหรือรังษียูวีมากระทบแล้ว ทำให้เกิดแก๊สโอโซน ขอบคุณครับ
โดย: Win [24 ส.ค. 2552 23:55]
ข้อคิดเห็นที่ 11 ของผู้ทรงคุณวุฒิ :
ตอบความคิดเห็นที่ 20
ถามกรมศุลการกรได้ค่ะ
ตอบความคิดเห็นที่ 21
ไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดเล็กระดับนาโนก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลและอวัยวะที่มีอนุภาคนาโนสะสมอยู่
ตอบความคิดเห็นที่ 22
anatase มักใช้สำหรับเป็น photocatalyst ไม่ควรใช้ในครีมกันแดด
ตอบความคิดเห็นที่ 23
ต้องทราบก่อนว่ามีอะไรปนเปื้อนอยู่บ้าง และปนเปื้อนอยู่ในลักษณะใด
ตอบความคิดเห็นที่ 24
ไทเทเนียมไดออกไซด์ เพราะมีสมบัติเป็น photocatalyst
โดย: ดร.สุพิณ แสงสุข [27 ส.ค. 2552 07:36]
ข้อคิดเห็นที่ 24:
ขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงครับ
โดย: Win [28 ส.ค. 2552 20:09]
ข้อคิดเห็นที่ 25:
ช่วยอธิบายกระบวนการโฟโตคะตะไลซิสด้วยนะครับ
โดย: มาลีฮวนน่า [10 พ.ย. 2552 00:10]
ข้อคิดเห็นที่ 26:
ช่วยอธิบายกระบวนการโฟโตคะตะไลซิสสำหรับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ด้วยนะครับ
โดย: มาลีฮวนน่า [10 พ.ย. 2552 00:36]
ข้อคิดเห็นที่ 27:
อยากทราบว่าถ้าต้องการใช้ผงไทเทเนียมออกไซด์เพิ่มความแข็งแรงให้กับเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำโดยการแพคคาร์บูไรท์จะต้องใช้อุณหภูมิเท่าไร
โดย: นศ.โลหการ [14 พ.ย. 2552 13:42]
ข้อคิดเห็นที่ 28:
อยากทราบว่าในประเทศไทยมีการจำหน่าย ผงไทเทเนียเฟสอนาเทสไหมคะ
ถ้ามีบริษัทไหนที่จำหน่าย รบกวนขอเบอร์โทรด้วยน่ะคะ
ขอบคุณล่วงหน้าคะ
โดย: นศ ทำโปรเจคสังเคราะห์ไทเทเนีย [23 พ.ย. 2552 15:36]
ข้อคิดเห็นที่ 29:
ผมทำงานอยู่โรงงานกระเบื้อง อยากใช้TiO2 มาผสมในสูตรเคลือบเพื่อทำให้กระเบื้องมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค จึงอยากทราบว่าจะนำ TiO2 มาใช้งานอย่างไร ( ไม่อยากเคลือบที่ผิวเคลือบ เพราะหากทำความสะอาดแล้วกลัวว่าจะหลุดออกหมด )อยากผสมในสูตรเคลือบ แล้วเผาอุณหภูมิประมาณ 1150 c และต้องใช้ในสูตรเคลือบปริมาณมากน้อยเพียงใด
โดย: คุณกรีฑา [24 พ.ย. 2552 14:35]
ข้อคิดเห็นที่ 30:
พี่ๆ อ. คะ ทำไม anatase จึงมีผลึกที่เล็ก หรือว่ามีพื้นที่ผิวที่สูงคะ
โดย: ่นศ ทำโปรเจค [27 พ.ย. 2552 19:44]
ข้อคิดเห็นที่ 31:
อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของไทเทเนีย ว่าทั้ง3 เฟสนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ความเสถียร และปฏิกิริยาโฟโต้ (แตกต่างกันอย่างไร) ซึ่งปอไม่มีข้อมูลนี้เลย สัมมนาเคมีเฉพาะทาง2 ตอบคำถามอาจารย์ไม่ได้เลยค่ะ อยากทราบข้อมูลมากค่ะจะได้ไปตอบคำถามตอนพรีเซนต์โปรเจคอีกน่ะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าน่ะค่ะ
โดย: อาภาภรณ์ [9 ธ.ค. 2552 17:56]
ข้อคิดเห็นที่ 32:
อยากทราบวิธีตรวจสอบใช่ ไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือไม่ ทำไมบางทีละลายน้ำได้ บางทีละลายไม่ได้ลอยเหนือน้ำ เพราะอะไร ขอรบกวนถามผู้รู้
โดย: wan_tae [10 ธ.ค. 2552 14:46]
ข้อคิดเห็นที่ 33:
ตอบความคิดเห็นที่35 ไททาเนียมไม่ละลายในน้ำครับ
โดย: choke [2 ก.พ. 2553 11:39]
ข้อคิดเห็นที่ 34:
ดร. สุพิณ ครับวัสดุนาโนไททาเนียมไดออกไซด์ ผมเคยเผาที่อุณหภูมิ 650 c เป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้ววิเคราะห์ด้วย XRD พบว่าเฟสเปลี่ยนจากอนาเทส เป็นรูไทล์
และผมรบกวนอยากทราบว่า ดร. ทำวิจัยทางด้านวัสดุนาโนไททาเนียมไดออกไซด์ อยู่หรือป่าวครับ เพื่อผมมีข้อสงสัยอะไรจะได้ขอคำปรึกษาด้วยครับ
โดย: choke [2 ก.พ. 2553 11:47]
ข้อคิดเห็นที่ 35:
CaTiO 3 ทีมีโครงสร้างเเบบ perovskite ใช่ไททาเนียมออกไซด์ใหมค่ะ
โดย: pool [27 ก.พ. 2553 14:30]
ข้อคิดเห็นที่ 36:
อยากรบกวนถาม ดร. ว่า Titanium dioxide ที่ใช้เป็นสีผสมอาหารในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นชนิดไหนครับ Rutile หรือ Anatase ถ้าใช้ได้ทั้งสองชนิด แล้วมีให้คุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไรสำหรับสีผสมอาหาร ขอบคุณครับ
โดย: NiN [5 มี.ค. 2553 02:20]
ข้อคิดเห็นที่ 37:
อยากรบกวนถามเกี่ยวกับTitanium dioxide ที่นมาใช้เป็นส่วนผสมในครีมกันแดดนะค่ะเป็นชิดไหน Rutile หรือ Anatase ค่ะ
โดย: enjoy [29 มี.ค. 2553 14:55]
ข้อคิดเห็นที่ 38:
อีกคำถามค่ะ Titanium dioxide ที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมในครีมกันแดดส่วนใหญ่มีขนาดเท่าไหร่ค่ะกี่นาโนเมตร
โดย: enjoy [29 มี.ค. 2553 15:07]
ข้อคิดเห็นที่ 39:
อยากทราบว่าTiO2สามารถนำมาเคลือบผิวผลไม้โดยตรงได้หรือไม่ และละลายในอะไร จุดเดือดเท่าไหร่ รบกวนด้วยนะค่ะ
โดย: seungseo [7 เม.ย. 2553 23:34]
ข้อคิดเห็นที่ 40:
อยากทราบว่า TiO2 สังเคราะห์มากจากแร่ ilmenite ใช่หรือเปล่าครับ
โดย: dekpak [26 ก.ค. 2553 14:55]
ข้อคิดเห็นที่ 41:
อยากทราบการทำงานของไทเทเนียมไดออกไซด์ขณะที่เกิดปฏิกิริยาโฟโตคะตะไลซิส ครับ รบกวนช่วยให้คำแนะนำด้วยครับ ขอบคุณครับ
โดย: dekpak [26 ก.ค. 2553 14:59]
ข้อคิดเห็นที่ 42:
ขอความกรุณาครับ
อยากทราบการเติม tio2 ในอาหารสัตว์ครับ
เป็นการเพิ่มสีสันในอาหารสัตว์ครับ
อยากทราบข้อมูลลึกครับ
ฃขอความกรุณาด้วยครับ
โดย: ag44 kku animal Sc. [5 ส.ค. 2553 12:02]
ข้อคิดเห็นที่ 43:
ช่วยอธิบาย สีของ anatase และ rutile หน่อยคับ เพราะจากที่ทราบมา anatase มีสี blue shade ในขณะที่ rutile ซึ่งมีอยู่2สีคือ ใน particle size ที่มีขนาดเล็กจะมีสี blue shade แต่ในparticle size ที่มีขนาดใหญ่จะมีสี yellow shade ขอถึงโครงสร้างหน่อยนะคับ ขอบคุณมากๆๆ
โดย: tor [4 ก.ย. 2553 00:03]
ข้อคิดเห็นที่ 44:
ขอบคุณมากค่ะ
โดย: tagoa [5 ก.ย. 2553 00:03]
ข้อคิดเห็นที่ 45:
ช่วยตอบด้วยนะค่ะ
การประยุกต์ใช้คุณสมบัติพิเศษของโครงสร้างนาโนนำมาใช้ในการผลิตถุงเท้า ซึ่งเป็นถุงเท้าพอลิเอสเตอร์ (polyester) ที่ในปัจจุบันมีวางจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ โดยถุงเท้านี้ถูกผลิตขึ้นมาจากการใช้ อนุภาคนาโนของธาตุเงิน (nano silver) ที่มีขนาดโครงสร้างเพียง 19 นาโนเมตรเข้าไปยึดติดกับเส้นใยพอลิเอสเตอร์ของถุงเท้า ซึ่งอนุภาคนาโนของธาตุเงินมีคุณสมบัติสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ทำให้ถุงเท้านาโนนี้สามารถป้องกันการเกิดกลิ่นอับ และการเกิดเชื้อราได้เป็นอย่างดี มีอันตรายอะไรไหมค่ะ
แล้วถ้าใช้อย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินหรือเป็นที่ได้จากธรรมชาติแทนมีไหมคร่า
ขอบคุณค่ะ
โดย: เมย์ [26 ก.ย. 2553 02:04]
ข้อคิดเห็นที่ 46:
อยากทราบว่าที่เค้าขายเครื่องดักยุงในตลาดยี่ห้อหนึ่งเค้าอ้างสรรพคุณว่า เคลือบด้วยสารไทเทเนี่ยมไดออกไซด์ที่ตัววัสดุและทำให้เกิดปฎิกิริรยากับหลอด uv สามารถดึงดูดยูงตัวเมียได้
ไม่ทราบว่าสารไทเทเนี่ยมนี้ทำให้เกิดปฎิกริรยาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริงหรือเปล่าครับเมือเจอแสง uv และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย
ขอบคุณครับ
โดย: เก่ง [4 ต.ค. 2553 17:17]
ข้อคิดเห็นที่ 47:
อยากทราบว่าไทเทเนียมที่เติมเข้าไปในโลหะผสมอลูิเนียม ช่วยทำหน้าที่อะไร ส่งผลอย่างไรคะ
โดย: ปาย [23 เม.ย. 2554 13:43]
ข้อคิดเห็นที่ 48:
อยากทราบว่า มีวิธีแยก tio2 รูไทล์ออกจากอานาเทส หรือป่าวครับ พอดีมี tio2 ที่มีอานาเทส 99% รูไทล์1%
โดย: บำรุงพล [29 เม.ย. 2554 06:14]
ข้อคิดเห็นที่ 49:
มีเพื่อนไปไต้หวันมา แล้วซื้อสร้อยที่ทำจากไทเทเนียม บอกว่ามีสรรพคุณด้านปรับสภาพสมดุลในร่างกาย แก้อาการปวดเมื่อยบริเวณที่สัมผัสกับไทเทเนียมได้ อยากทราบว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ เพราะอะไร
โดย: freebird [14 พ.ค. 2554 09:35]
ข้อคิดเห็นที่ 50:
สุดยอด
โดย: ken2/3 [3 มิ.ย. 2554 14:42]
ข้อคิดเห็นที่ 51:
ดีมากๆ
โดย: bell [9 มิ.ย. 2554 19:38]
ข้อคิดเห็นที่ 52:
อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมของไทเทเนียมไดออกไซด์
โดย: เด็กชัง้คิด [22 มิ.ย. 2554 12:35]
ข้อคิดเห็นที่ 53:
ถ้าผมใส่โลหะที่มีคุณสมบัติแบบไทเทเนียมลงไปใน(สาเหตุบอกไม่ได้นะครับเพียงแต่อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น) ถังชุบแบบทองแดงเหนี่ยวนำด้วยไฟฟ้าซึ่งภายในมีน้ำยาชุบอยู่โลหะนี้จะขัดขวางการทำงานการชุบโลหะของผมมั้ยหรือเกิดอะไรขึ้นครับ
และถ้าเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็จะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการชุบมั้ย...รบกวนหน่อยครับ
โดย: ตั้ม [24 มิ.ย. 2554 13:46]
ข้อคิดเห็นที่ 54:
ในการทำวัสดุให้มีคุณสมบัติ superhydrophobic บางที่ก้อใช้ SiO2 หรือ TiO2 อยากทราบว่ามันมีคุณสมบัติต่างกันอย่างไร และควรใช้แบบไหนดีค่ะ
โดย: โปรเจค [9 ก.ค. 2554 10:29]
ข้อคิดเห็นที่ 55:
anatase กับ rutile มีความแตกด่างกันอย่างไรบ้าง ทั้งในเชิงของสูตรโครงสร้างเคมีและโครงสร้างผลึก
แสงแดดกับผิวหนัง http://pharmanet.co.th/articles.php?action=1&article_no=59
แสงจากดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยรังสีต่างๆ มากมาย เท่าที่มนุษย์ตรวจพบ แบ่งประเภทออกมาได้ เป็นรังสีคอสมิก แกมม่า เอ็กซ์ อัลตราไวโอเลต อินฟาเรด รังสีที่มองเห็นได้และคลื่นวิทยุโทรทัศน์ รังสีเหล่านี้เราแบ่งประเภทได้โดยใช้ ขนาดคลื่นของมันเป็นตัวกำหนด ซึ่งจะวัดได้โดยใช้เครื่องวัดขนาดคลื่น ประมาณ 1 ใน 3 ของแสงแดดจะถูกดูดซับโดย น้ำ อากาศ โอโซน และบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก คลื่นรังสีที่มีความสำคัญเกี่ยวพันกับผิวหนังของเรา คือ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) รังสีที่มองเห็นได้ (Visible light) และรังสีอินฟาเรด (Infrared)
รังสีอัลตราไวโอเลต แบ่งตามช่วงคลื่น เป็น
ยูวีเอ (UV-A) เป็นรังสีคลื่นยาว 320-400 nm ทะลุผ่านกระจกได้ จะผ่านผิวหนังชั้นบนเข้าในผิวหนังชั้นลึกลงไปได้ ทำให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลได้อย่างรวดเร็ว(Immediate tanning) ถ้ามากอาจกระตุ้นให้ผิวสร้าง Melanin ขึ้นใหม่ได้ แม้UV-Aจะไม่ใช่ตัวการหลักที่ทำให้ผิวแก่เหี่ยวย่น และเป็นมะเร็ง แต่การโดนซ้ำๆบ่อยๆ ก็ทำให้มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน
ยูวีบี (UV-B) เป็นรังสีคลื่นสั้น ขนาด 290-320 nm ไม่ทะลุผ่านกระจก จะถูกดูดซับบนผิวชั้นบน ทำให้ผิวสีน้ำตาลช้าๆ(Delay tanning)แต่จะทำให้ผิวอักเสบ แดง ระคายเคือง UV-Aเป็นตัวการหลักทำให้เกิดมะเร็ง และผิวหนังแก่เหี่ยวย่น ถ้าโดนบ่อย
ยูวีซี (UV-C) จัดเป็นรังสีคลื่นสั้นเช่นกัน ขนาด 200-290 nm ปกติไม่พบในโลก เนื่องจากถูกโอโซนในบรรยากาศดูดซับไว้หมด
ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 9.00 - 15.00 น. เพราะมีรังสีอัลตร้าไวโอเลตสูงมากกว่า ช่วงเวลาอื่นๆ *(nm = nanometer)
การป้องกันแดด
1. การป้องกันตามธรรมชาติ ผิวจะมีการป้องกันตามธรรมขาติอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะผิวของแต่
ละคนแต่ละพันธุกรรมและแต่ละเผ่าพันธ์เชื้อชาติ
1. การป้องกัน โดยการใช้สารกันแดด มี 2 ชนิด คือ
1.1 Chemical or absortion sunscreen คือการป้องกันโดยใช้สารกันแดดซึ่งอาจอยู่ในรูปของ ครีม โลชั่น
สเปรย์ แล้ว
ทาบนผิวหนัง สารกันแดดเหล่านี้เป็นสารเคมีถูกดูดซับไปในผิวหนังชั้นบน แล้วทำหน้าที่ดูดซับ รังสีไม่ให้ผ่านลงไปในผิวหนังชั้นใน สารเหล่านี้มี
ข้อดี คือ ราคาถูก และ เมื่ออยู่ในรูปครีม โลชั่น รูปแบบของผลิตภัณฑ์ดูเนื้อดี เมื่อทาก็จะดูดซึมเข้าในผิว ไม่เห็นร่องรอย
ข้อเสีย ของสารเหล่านี้ คือ อาจทำให้แพ้ได้ง่าย
1.1 Reflecting Sunblock or Physical Sunblock คือการป้องกันแดด โดยใช้สารทึบแสงจากธรรมชาติ ในรูป
ครีม หรือ โลชั่น ไม่ดูดซึมเข้าผิว ป้องกันรังสีโดยการสะท้อนรังสีออกไป สารเหล่านี้ได้แก่ Titanium dioxide และ Zinc Oxide
ข้อดี ของสารเหล่านี้ คือ ไม่ดูดซึมเข้าในผิว จึงไม่เกิดอาการแพ้ ใช้ได้แม้บริเวณผิวอ่อนหรือผิวเด็กเล็ก
เป็นสารจากธรรมชาติและยังป้องกันแดดในช่วงคลื่นต่างๆ ได้กว้างกว่าแบบเคมี
ข้อเสีย คือ ราคาแพงกว่า, เมื่อทาบนผิว อาจขาวหรือดูเงา ๆ เนื้อครีมอาจเหนอะหนะกว่า
การหาค่าประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดด
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบค่าของการกันแดดของผลิตภัณฑ์กันแดด แต่ละตำรับ นักวิทยาศาสตร์จึงได้หา
วิธีคำนวณค่าประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดด ซึ่งเรียกว่า ค่า SPF = Sun Protecting Factor
SPF หมายถึง อัตราส่วน ของ MED ของผิวหนังที่ทาผลิตภัณฑ์กันแดดและ MED ของผิวหนัง
ที่ไม่ได้ทา
ค่า MED (Minimal Erythrema Dose) คือ ขนาด(เวลา) ที่ทำให้เกิดผิวแดงอักเสบ หรือความปกติที่ผิวหนัง
ดังนั้น ค่า SPF คือ อัตราส่วนของ เวลาที่ทำให้เกิดผิวแดงเมื่อทาผลิตภัณฑ์กันแดดนั้น กับ เวลา ที่ทำ
ให้ผิวหนังที่ไม่ได้ทา (ผิวตามธรรมชาติ) เกิดผิวแดง ณ การปล่อยให้ผิวตากแดด ณ ที่เดียวกัน
สรุป ให้ง่าย ค่า SPF คือ จำนวนเท่าของเวลาในการป้องกันแดด เมื่อทาผลิตภัณฑ์กันแดดนั้นๆว่าเป็น
กี่เท่าของเวลาการป้องกันแดดโดยธรรมชาติของผิว
ผลิตภัณฑ์กันแดด ประกอบด้วยอะไร
ก. สารกันแดด
1.Chemical
คือ สารเคมีที่ใช้ป้องกันแดดโดยการดูดซับรังสี UV-A สารเคมีแต่ละตัวจะให้ผลในการดูดซับรังสีได้
ในช่วงคลื่น แตกต่างกัน ในผลิตภัณฑ์กันแดด แต่ละชนิดจึงต้องมีสารกันแดดหลายตัวผสมกันเพื่อให้มีความสามารถในการดูดซับแสง ช่วงคลื่นที่กว้างขวาง (Broad spectrum) สารเคมีที่ใช้มี 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1.1 PABA Group
กลุ่มพาบา ดูดซับรังสีคลื่นสั้นได้ดี ที่นิยมใช้มี Octyl dimethyl PABA (Padimate O) สารกันแดด
กลุ่มนี้นิยมใช้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากดูดซับแสงได้ดี มีอาการแพ้น้อยเมื่อเปรียบกับสารตัวอื่นๆ แต่มีสารในกลุ่มนี้ตัวหนึ่ง ซึ่งเคยนิยมใช้เมื่อ 30 ปีก่อน แล้วปรากฏภายหลังพบว่าอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง สารตัวนี้ชื่อ Padimate A ซึ่งได้ถูกห้ามใช้ตั้งแต่ปี 2530 ส่วน Padimate O พบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Padimate A เลย จึงยังเป็นที่ใช้กันอย่างกว้างขวางจนปัจจุบัน
1.2 Non-PABA คือ กลุ่มที่ไม่ใช่พาบามีหลายกลุ่มคือ
Bensophenone ดูดซับ UV คลื่นสั้นและยาว
Cinnamates ดูดซับ UV คลื่นสั้น
Antranilate ดูดซับ UV คลื่นสั้น
Homosalate ดูดซับ UV คลื่นสั้นและยาว
กลุ่ม Non-PABA นี้จะก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่ากลุ่ม PABA ระดับความเสี่ยงต่อการแพ้ เรียงตามกลุ่มข้างต้นจากน้อยมาหามาก
การจัดตำรับผลิตภัณฑ์กันแดด ต้องใช้สารกันแดดหลายตัวผสมกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งป้องกันรังสีครอบคลุมทุกชนิด และเพื่อเป็นลดอัตราการแพ้
2.Physical or Natural Sunblock
คือ สารกายภาพ หรือ สารธรรมชาติ มีดังนี้
2.1 Titanium dioxide เป็นสารทึบแสง ได้จากธรรมชาติ ถือเป็นดินหรือแร่ชนิดหนึ่ง สามารถป้องกัน
รังสีคลื่นสั้นได้ดีและยังสามารถป้องกันรังสีคลื่นยาวได้อีกระดับหนึ่ง
2.2 Zinc oxide เป็นสารทึบแสงได้จากธรรมชาติเช่นกัน มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ป้องกันรังสีคลื่นยาวได้ดี
ผลิตภัณฑ์กันแดด ซึ่งใช้สารทั้งสองเป็นสารกันแดด จะไม่ดูดซับแสงแต่จะสะท้อนรังสีทั้งหมดออกไป จึงทำให้ไม่เกิดอาการแพ้ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายนิยมใช้ Titanium oxide ตัวเดียว เนื่องจากการใช้ Zinc oxide ร่วมในตำรับทำให้จัดตำรับผลิตภัณฑ์ยากลำบากขึ้น และครีมซึ่งมี Zinc oxide เมื่อทาแล้วผิวอาจขึ้นขาววาวๆได้
ข. รองพื้น (Base)
เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์กันแดดมีผลอย่างมากต่อค่าSPF และต้องอยู่ในรูปแบบที่ผู้บริโภคสะดวกใช้ ที่นิยมคือเป็น ครีม โลชั่น สปรย์ หรือ โลชั่นใส แต่ในหลักการต้องให้มีคุณสมบัติ ดังนี้
? เนื้อผลิตภัณฑ์ต้องดูดี น่าใช้
? เกลี่ย ทา ง่าย
? ติดผิวแน่น ทนต่อการถูกน้ำ เหงื่อ ล้างออก คุณสมบัติข้อนี้มีความสำคัญมากต่อค่า SPF ของผลิตภัณฑ์
ข้อเปรียบเทียบของสารกันแดด 2 กลุ่ม
สารกันแดดเคมี สารกันแดดกายภาพ
1. กลไกดูดซับรังสีไว้ที่โมเลกุลของสารซึ่งทาอยู่บนผิวหนัง 1. กลไกสะท้อนและกระจายรังสีทุกชนิดออกจากผิวหนังทันทีที่ตกกระทบอนุภาคของไทเทเนียมไดออกไซค์และซิงค์ออกไซค์
2. กันแดดช่วงคลื่นสั้นกว่า 280 - 365 นาโนเมตร 2. กันแดดช่วงคลื่นยาวกว่า 260 - 700 นาโนเมตร
3. มีผลสะสมที่ผิวหนัง โอกาสเกิดการแพ้ระคายเคืองได้ง่ายกว่า 3. ปลอดภัยสูงไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคืองใช้ในเด็กเล็กได้ ล้างออกได้ง่าย
4. สลายตัวได้ง่ายเมื่อได้รับความร้อนหรือรังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง 4. ผงแป้งละเอียดมาก พื้นที่ผิวรอบอนุภาคมีมากทำให้สะท้อนและกระจายรังสีได้ดี ช่วยปกปิดรูขุมขนได้ดีมีความคงตัวสูง ไม่ถูกทำลายโดยรังสีความร้อนหรือรังสีจากดวงอาทิตย์
วิธีทาครีมกันแดด
1. ควรทาครีมกันแดด ทาทิ้งไว้ที่ผิวหนัง ประมาณ 15 - 20 นาที ก่อนออกไปตากแดด
2. ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 15 ขึ้นไป
3. เลือดครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพกันแดดได้ผลดี ปลอดภัยสูง ไม่ก่อให้เกิดการแพ้
ระคายเคือง
ครีมกันแดดแบบไหนดี http://www.greenworld.or.th/relax/forum/1292
ป้าแตงคะ แดดร้อนเหลือทนเลยค่ะ จะปั่นจักรยานกลางแดดก็เป็นห่วงความงาม มีครีมกันแดดดีๆ แนะนำไหมคะ
Yellow Submarine (ทางอีเมล)
Yellow Submarine จ๋า
แดดร้อนแรงจริงอะไรจริง ร้อนผ่าวเหลือทนจนคนเดินถนนและสาวนักปั่นหลายคนแอบหวั่นไหว เพราะหน้าตา ต้นคอ หัวไหล่ ใบหู และแขนสองข้างถูกแดดแผดเผาเอาจนไหม้เกรียม
สาวๆ ไม่น้อยที่กลัวแก่ กลัวมีรอยเหี่ยวย่น และกลัวเป็นมะเร็งเพราะแสงแดดของศตวรรษที่ 21 ครีมกันแดดจึงถูกโหมประโคมให้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของสาวไทย ในฐานะอุปกรณ์สู้แดดอย่างเป็นทางการมาสัก 3-4 ทศวรรษได้ และยิ่งเข้มข้นขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ที่โลกร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ ด้วยความเชื่อที่ว่าครีมกันแดดช่วยป้องกันไม่ให้แสงแดดทำอันตรายต่อผิวหนัง และที่สำคัญคือไม่ทำให้ดำ!
เราอาจแบ่งครีมกันแดดออกเป็น 2 แบบ คือ ครีมกันแดดแบบเคมี (chemical sunscreen) ซึ่งเป็นสินค้าส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในท้องตลาดเมืองไทย กับครีมกันแดดแบบกายภาพ (physical sunscreen)
ครีมกันแดดแบบเคมี หรือที่เรียกกันว่า “ครีมกันแดดแบบดั้งเดิม” ทำงานด้วยการดูดซับแสง UVA และ UVB ไว้ ไม่ให้ทะลุถึงชั้นผิวหนัง แต่ครีมประเภทนี้มีสารเคมีและวัตถุกันเสียหลายอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ตั้งแต่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ผื่นแพ้ รบกวนฮอร์โมนในร่างกาย เป็นพิษต่อตับ มีผลต่อระบบประสาท บางชนิดแตกตัวเมื่อถูกแสงอาทิตย์และอาจก่อให้เกิดมะเร็ง ไปจนถึงทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ด้วย
ผู้บริโภคจึงมักหันมาใช้ครีมกันแดดแบบกายภาพ ซึ่งมีส่วนประกอบเช่น Zinc oxide กับ Titanium dioxide ที่ทำงานเหมือนตัวสะท้อนแสงออกไปจากผิว เมื่อทาครีมกันแดดชนิดนี้ ผิวเราจึงดูขาวเวอร์ๆ ทำให้หลายคนถอดใจไม่ค่อยอยากใช้
http://scribol.com
เว็บไซต์เพื่อสิ่งแวดล้อม grist.org เคยรายงานว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของครีมกันแดด 922 ชนิดในท้องตลาด ไม่ได้ช่วยป้องกันผิวจากแสงแดดอย่างที่โฆษณา ซ้ำยังเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคด้วย พร้อมกับแนะนำว่า ครีมกันแดดที่ดีควร “ดีต่อเรา ดีต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ได้ผลจริง” นั่นคือ
1. เลือกใช้ครีมที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ตัวเลข SPF บอกถึงความนานในการอยู่กลางแจ้ง เช่น ถ้าผิวเริ่มแดงเมื่อผ่านไป 20 นาที ครีมที่มี SPF 30 ก็ควรป้องกันผิวได้นานขึ้น 30 เท่า (เช่น 10 ชั่วโมง)
2. เลือกครีมที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB
3. หลีกเลี่ยงครีมที่มี oxybenzone และ fragrance เป็นส่วนประกอบ อย่างแรกอาจทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ ส่วนอย่างหลัง ส่งผลเสียหายต่อสุขภาพหลายอย่าง ตั้งแต่ทำให้เกิดภูมิแพ้ ทำลายตับ ทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน ฯลฯ (ที่จริงยังมีอีกหลายตัวที่เป็นพิษต่อร่างกายนะ เช่น PABA, Octocrylene, Butyl methoxydibenzoylmethane, Isotridecyl salicylate, Octyl salicylate, Potassium Hydroxide และอื่นๆ อีกหลายชนิด)
4. มองหาครีมที่ใช้ Titanium dioxide และ/หรือ Zinc oxide ที่ช่วยสะท้อนแสงแดดออกไป แทนที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่จะปรากฏเป็นชั้นสีขาวบนผิวของเรา
5. ถ้าหากจะลงเล่นน้ำทะเล ลองเลือกครีมที่มีส่วนผสมที่ทำจากพืช ไม่เป็นอันตรายต่อปะการัง
รู้ไหมล่ะว่า ทุกปีท้องทะเลต้องรองรับครีมกันแดดมากถึง 4,000-6,000 ตัน ซึ่งมีส่วนที่ทำให้ปะการังฟอกขาว
6. ลองดูรายชื่อครีมกันแดดจากองค์กรที่ทำวิจัยเรื่องครีมกันแดด เช่น www.ewg.org/2010sunscreen/finding-the-best-sunscreens (แต่ว่าส่วนใหญ่ก็ไม่มีขายในเมืองไทย)
7. ได้โปรดอย่าลืมว่า ครีมกันแดดเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการปกป้องผิวเท่านั้น ลองหาผ้าคลุมเก๋ๆ แว่นตาที่กัน UV ได้ดี หมวกปีกกว้าง และร่มใช้ดู จะช่วยได้มาก
8. หลีกเลี่ยงการออกแดดตั้งแต่หลัง 10 โมง ถึง 4 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด – ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทย ก็ควรจะก่อนและหลังจากนั้นนะ เช่น หลัง 9 โมง ถึง 5 โมงเย็น
นอกจากนี้ ป้าอยากเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยว่า
- ครีมกันแดด (และเครื่องสำอางอื่น) ที่เป็น “นาโน” ซึ่งจะมีโมเลกุลเล็กมากมายจนแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง และแพร่ไปตามกระแสโลหิตได้ง่ายๆ นั้น อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพที่เรายังไม่รู้ ไม่ใช่แค่ครีมกันแดดแบบเคมีเท่านั้นนะ แม้แต่ครีมกันแดดแบบกายภาพที่เป็นนาโน ก็อาจส่งผลต่อฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ได้ ถึงมันจะปกป้องเราจากแสงแดดได้ดีกว่าก็เถอะ
- เมื่อครีมกันแดดมากมายเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์แล้ว ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และระบบนิเวศด้วยเหมือนกัน ถึงยังไม่มีการศึกษามากนัก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ตรวจพบสารป้องกัน UV ในแม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทรทั่วโลกแล้ว และพบเข้มข้นมากในบริเวณใกล้แหล่งน้ำทิ้ง โดยสารหลายตัวเป็นพิษต่อสัตว์
- แม้ Titanium dioxide และ Zinc oxide จะปลอดภัย (กว่า) สำหรับมนุษย์ แต่ก็เป็นพิษต่อสัตว์น้ำและสาหร่ายบางชนิด ทั้งนี้ยังไม่นับการทำเหมืองเพื่อนำแร่ธาตุเหล่านี้มาใช้อีก
- เครื่องสำอางแบบนาโน ใช้พลังงานในการผลิตมากกว่า ใช้ตัวทำละลายมากกว่า ซึ่งอุตสาหกรรมผลิตเครื่องสำอางไม่ค่อยอยากบอกใคร
อุตสาหกรรมเครื่องสำอางพัฒนาสินค้าออกมามากมายหลายชนิด และไปไกลเกินกว่าที่เราจะรู้ว่ามันส่งผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมขนาดไหน เป็นความจริงที่ผู้บริโภคไม่ค่อยอยากฟัง และอุตสาหกรรมเองก็อยากจะหุบปากไว้
และสำหรับสาธุชนผู้รักสัตว์ โปรดพึงสดับว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้ทำให้สัตว์ทดลองชนิดต่างๆ อย่างกระต่ายและหนูตะเภา ที่ต้องทุกข์ทรมานจากการทดสอบเครื่องสำอาง บาดเจ็บ และตายลงเป็นล้านตัว เพื่อความงามของมนุษย์ ทั้งที่จริงแล้ว มีมากมายหลายกรณีที่ปฏิกิริยาจากร่างกายคนและสัตว์แตกต่างกันมาก และการทดลองในสัตว์ใช้ไม่ได้จริง
กระต่ายที่ถูกขังกรงแออัดโผล่ออกมาแค่หัว จะถูกป้ายเครื่องสำอางที่ขอบตาจนระคายเคือง เป็นแผล และถึงขั้นตาบอด มีรายงานว่ามันร้องอย่างเจ็บปวดทุกครั้งที่ถูกป้ายตา และพยายามหนีออกจากช่องเล็กๆ ที่มันอยู่จนคอหัก ส่วนหนูตะเภาถูกใช้ทดสอบอาการแพ้และผื่นคัน เครื่องสำอางแต่ละชนิดทำให้สัตว์ทรมานจากอาการอักเสบ บวม เป็นพิษต่อตับ เลือดออกทางทวารต่างๆ เป็นมะเร็ง ฯลฯ และตายไปในที่สุด
ผู้สนใจอาจเข้าไปดูรายชื่อเครื่องสำอางยี่ห้อที่เป็นมิตรกับสัตว์ได้ที่ www.leapingbunny.org/shopping.php
น่าเสียดายที่ครีมกันแดดและเครื่องสำอางเกือบทั้งหมดที่ขายในเมืองไทย โดยเฉพาะจากบริษัทขนาดใหญ่ ยังใช้การทดลองกับสัตว์แทบทั้งนั้น
ถ้าใครอยากรู้ว่า เครื่องสำอางยี่ห้อไหนเป็นมิตรกับสัตว์บ้าง ลองมองหาเครื่องหมายที่ระบุว่า “against animal testing” “not test on animals” หรือ “non animal testing” ดูได้จ้า
รักทั้งสัตว์ ทั้งผิว
ป้าแตงไทย
Titanium oxide http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=1421
http://www.chemtrack.org/HazMap-Intro.asp
skin designation "Danger of cutaneous absorption." (ACGIH) อันตรายจากการดูดซึมทางผิวหนัง (ACGIH)
Tio2 film หมายถึง ฟิล์มไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือเป็นลักษณะของไทเทเนียมไดออกไซด์ที่เคลือบบนผิววัสดุที่มีขนาดบางมากๆ จนอนุมาลได้ว่ามีลักษณะเป็นเหมือนแผ่นฟิล์ม
tio2 หรือ ไทเทเนียมไดออกไซด์ เป็นสารกึ่งตัวนำชนิด N Type semiconductor เมื่อไททาเนียมไดออกไซด์ถูกกระตุ้นด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นที่เหมาะสมและสั้นกว่าความยาวคลื่นมาตรฐานของสารกึ่งตัวนำ จะเกิดกระแสไฟฟ้าแบบอะโนดิค (Anodic photocurrent)
ไทเทเนียมไดออกไซด์ มีความสามารถหลากหลายด้านขึ้นอยู่กับการนำเอาไปใช้งาน เช่น การป้องกันสนิม การกำจัดเชื้ออิโคไลด์ การทำสมาร์ทวินโดว์ เป็นต้น
ไททาเนียมไดออกไซด์มี 3 โครงสร้างคือ รูไทล์ (Rutile), อะนาเทส (Anatase) และ บรูไคท์ (Brookhite) จนถึงปัจจุบันงานวิจัยทางด้านไฟฟ้าเคมีส่วนใหญ่จะใช้ไททาเนียมไดออกไซด์ที่มีโครงสร้างเป็นแบบรูไทล์หรืออะนาเทส หรือทั้งสองชนิดรวมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการเตรียมและการปรับสภาพให้เหมาะสมก่อนนำไปใช้
ทั้งรูไทล์และอะนาเทสมีหน่วยเซลล์ (Unit cell) เป็นแบบเตตระโกนอล (Tetragonal) ซึ่งภายในประกอบไปด้วย TiO6 ออกตะฮีดอล (Octahedral) ที่มีลักษณะบิดตัว ความยาวพันธะของรูไทล์และอะนาเทสจะคล้ายคลึงกัน แต่อะนาเทสที่เป็นแบบออกตะฮีดอลจะมีการบิดตัวของมุมมากกว่า ดังนั้นอะนาเทสจึงมีโครงสร้างเป็นแบบเปิดมากกว่า (โมลาร์โวลุม สูงกว่า, ความหนาแน่นต่ำกว่า) รูไทล์ (Rutile) มีประมาณ Melting point=1858 ºC
ส่วนใหญ่ Tio2 film นั้นจะไม่ได้ประกอบด้วย ไททาเนียมไดออกไซด์ เพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสาร 2 ชนิดขึ้นไป เพราะไทเทเนี่ยมไดออกไซด์จะมีข้อจำกัดอยู่ที่ว่าจะทำงานได้เฉพาะในที่ที่มีแสงสว่างเท่านั้น
ข้อมูลของไทเทเนียมไดออกไซด์มีทั่วๆในเน็ตลองหาเอานะ.......ขี้เกียจพิมพ์ให้อะมันเยอะ
chem eng buu. (IP:58.147.76.98)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 21 พ.ค. 2550 (00:54)
Tio2 film หมายถึง ฟิล์มไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือเป็นลักษณะของไทเทเนียมไดออกไซด์ที่เคลือบบนผิววัสดุที่มีขนาดบางมากๆ จนอนุมาลได้ว่ามีลักษณะเป็นเหมือนแผ่นฟิล์ม
tio2 หรือ ไทเทเนียมไดออกไซด์ เป็นสารกึ่งตัวนำชนิด N Type semiconductor เมื่อไททาเนียมไดออกไซด์ถูกกระตุ้นด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นที่เหมาะสมและสั้นกว่าความยาวคลื่นมาตรฐานของสารกึ่งตัวนำ จะเกิดกระแสไฟฟ้าแบบอะโนดิค (Anodic photocurrent)
ไทเทเนียมไดออกไซด์ มีความสามารถหลากหลายด้านขึ้นอยู่กับการนำเอาไปใช้งาน เช่น การป้องกันสนิม การกำจัดเชื้ออิโคไลด์ การทำสมาร์ทวินโดว์ เป็นต้น
ไททาเนียมไดออกไซด์มี 3 โครงสร้างคือ รูไทล์ (Rutile), อะนาเทส (Anatase) และ บรูไคท์ (Brookhite) จนถึงปัจจุบันงานวิจัยทางด้านไฟฟ้าเคมีส่วนใหญ่จะใช้ไททาเนียมไดออกไซด์ที่มีโครงสร้างเป็นแบบรูไทล์หรืออะนาเทส หรือทั้งสองชนิดรวมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการเตรียมและการปรับสภาพให้เหมาะสมก่อนนำไปใช้
ทั้งรูไทล์และอะนาเทสมีหน่วยเซลล์ (Unit cell) เป็นแบบเตตระโกนอล (Tetragonal) ซึ่งภายในประกอบไปด้วย TiO6 ออกตะฮีดอล (Octahedral) ที่มีลักษณะบิดตัว ความยาวพันธะของรูไทล์และอะนาเทสจะคล้ายคลึงกัน แต่อะนาเทสที่เป็นแบบออกตะฮีดอลจะมีการบิดตัวของมุมมากกว่า ดังนั้นอะนาเทสจึงมีโครงสร้างเป็นแบบเปิดมากกว่า (โมลาร์โวลุม สูงกว่า, ความหนาแน่นต่ำกว่า) รูไทล์ (Rutile) มี Melting point ประมาณ=1858 C
ส่วนใหญ่ Tio2 film นั้นจะไม่ได้ประกอบด้วย ไททาเนียมไดออกไซด์ เพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสาร 2 ชนิดขึ้นไป เพราะไทเทเนี่ยมไดออกไซด์จะมีข้อจำกัดอยู่ที่ว่าจะทำงานได้เฉพาะในที่ที่มีแสงสว่างเท่านั้น
ข้อมูลของไทเทเนียมไดออกไซด์มีทั่วๆในเน็ตลองหาเอานะ.......ขี้เกียจพิมพ์ให้อะมันเยอะ
chem eng buu. (IP:58.147.76.98)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 21 มิ.ย. 2550 (09:27)
ผมขอความคิดเห็นนิดนึงครับ ถ้าเกิดว่าเรานำสารไทเทเนี่ยม มาเคลือบไว้กับลูกสูบของเครื่องยนต์จะเป็นอย่างไรอ่ะครับ ช่วยคิดทีครับ จาก เอ รังสิต
เอ Randsid_ok@hotmail.com (IP:124.121.150.45)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 17 เม.ย. 2551 (22:00)
<P>ตอบคุณเอ คุณต้องการเคลือบลูกสูบเพื่ออะไรคับ ต้องบอกจุดประสงค์หน่อยเพราะว่าจะได้รู้ว่าทำประโยชน์ได้หรือไม่คับ และที่คุณถามนี่คือไททาเนียมTi หรือไททาเนียมไดออกไซด์ เพราะมันเป็นคนละประเภทกันเลยคับ TiO2</P>
keke (IP:203.185.131.3)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 20 เม.ย. 2551 (21:06)
ฟิล์ม TiO2 คงต้องเคลือบในอะไรซักอย่าง เช่น แผ่นกระจกครับ
ถ้าต้องการวิธีทำฟิล์มบางของ TiO2 บนแผ่นกระจก อาจจะถามจากคนที่ทำ "เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง" หรือ ถามหาคุณชัยยุทธ แซ่กัง ที่สวทช. (http://www.nstda.or.th) ก็ได้ครับ
มีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย "เซลล์แสงอาทิตย์กับสีย้อมไวแสงจากพืชในประเทศไทย" http://www.vcharkarn.com/varticle/34274/1
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปัน225 ครั้ง - ดาว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 14 ส.ค. 2551 (21:13)
อายทราอัตราส่วนของ สารประกอบของ tio2 ครับ
anuwat151
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 15 ม.ค. 2552 (15:03)
อยากทราบค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนแสง(?)UVของไทเทเนียม ไดออกไซด์ค่ะ
หามานานมากๆ ยังไม่เจอสักที ถ้าใครทราบรบกวนโพสท์ลงให้ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
่jaegift@hotmail.com (IP:161.200.255.163)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 20 มี.ค. 2552 (03:15)
ไททาเนียมออกไซค์มีความหนาประมาณเท่าไรคับ
alex28279@hotmail.com (IP:202.28.48.211)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 25 มี.ค. 2552 (16:16)
เคยอยู่โรงงานเคลือบกระจกโดยใช้ ฟิลม์ TiO2 ครับ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของฟิล์มและเพิ่มค่า Reflectant ของการสะท้อนแสง โดยหลักการเคลือบจะใช้วิธี Sputtering Process ใน Vacumm Chamber โดยจะต้องมี Target ที่เลือกใช้ก่อนจากนั้นจึงยิง Electron ไปชน Target เพื่อเคลือบกระจกผิวครับ
ตอนที่ทำอยู่ Film จะหนาประมาณ 80-100 Nanometre ครับ
san_allmylove@hotmail.com (IP:118.175.144.140)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 4 ส.ค. 2552 (23:30)
ช่วยหน่อยครับ ผมอยากทราบว่า ทำไม ไทเทเนียมไดออกไซด์ถึง เป็นสารกึ่งตัวนำชนิด เอ็น ครับ
roj_bird@hotmail.com (IP:202.28.78.177)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 3 ก.ย. 2552 (10:14)
อยากทราบว่าทำไมการ sputtering ต้องทำใน vacumm ด้วยครับ แล้วก็ตอนที่อบเพื่อเปลี่ยนเฟส ทำไมต้องอบใน H2 กับใน Vacumm ด้วยครับ
husnarak007@hotmail.com (IP:58.9.51.238)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 21 ต.ค. 2552 (18:21)
ถ้าเราใช้ผ้าเช็ดแผ่นกระจก ที่มีTio2เคลือบทำไมคุณสมบัติ Anti_fogจึงหายไปครับ
mcclub2009@thaimail.com (IP:58.10.207.47)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 25 พ.ย. 2552 (18:35)
ผมอยากรู้เกี่ยวกับการเตรียมฟิล์มไททาเนียมไดออกไซด์โดยวิธีการโซลเจลอะครับ ช่วยบอกที
m_phy TU (IP:203.131.212.40)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 9 ก.พ. 2554 (16:42)
กระจกที่เคลือบ TiO2 เมื่ออยู่กลางแดด (โดนแสงอาทิตย์) จะมีคุณสมบัติแบบ superhydrophilicity คือ มุมสัมผัสของหยดน้ำ (contact angle) จะเกือบเป็นศูนย์ (จะตรงกันข้ามกับพื้นผิว superhydrophobic ซึ่งจะเหมือนกับลักษณะของหยดน้ำบนใบบัว) พูดง่ายๆ คือ เมื่อเราฉีดน้ำบนกระจกแบบนี้ น้ำจะถูกดูดติดกับผิวกระจกสร้างเป็นแผ่นฟิล์มน้ำบางๆ ซึ่งจะสามารถไล่คราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกออกไปจากพื้นผิวกระจกได้เพียงแค่ใช้น้ำฉีดใส่กระจกเท่านั้น (เนื่องจากน้ำจะไปแทรกตัวอยู่ใต้สิ่งสกปรกเหล่านั้นเพราะแรงยึดเกาะกับผิวกระจกที่ดีกว่านั่นเอง) หรือกันการเกิดฝ้าหมอกบนกระจก (ฝ้าหมอกบนกระจกเกิดจากไอน้ำในอากาศมาควบแน่นเป็นหยดน้ำเล็กๆ เล็กมากๆจนเราเห็นเป็นฝ้าขาวๆ ในเมื่อพื้นผิวของกระจกชนิดนี้ไม่สามารถเกิดหยดน้ำได้มันจึงป้องกันการเกิดฝ้าหมอกไปในตัว) ทางการค้ากระจกแบบนี้จะแสดงสรรพคุณว่าเป็น self-cleaning และ anti-fog ซึ่งในกรณีที่ว่ามันทำความสะอาดตัวเองได้เนี่ยก็ ประมาณว่าไม่จำเป็นต้องไปถูไปขัดนั่นแหละ ดังนั้นถ้าเกิดเราเอาผ้าไปขัดไปถูบ่อยๆเข้า ไอ้ตัว TiO2 ที่เคลือบอยู่มันคงค่อยๆลอกติดผ้าเช็ดรถเราออกมาด้วย กระจกจึงเสียคุณสมบัติ superhydrophilicity ไป
แต่ที่สำคัญคุณสมบัติ superhydrophilicity นี้จำเป็นจะต้องมีพลังงานจากแสงมาตกกระทบกระจกด้วย
ซึ่งถ้าเป็นกระจกรถยนต์ ก็ต้องล้างกระจกกลางแดด แล้วก็อาจจะไม่กันฝ้าถ้าขับในเวลากลางคืน (อันนี้ก็คงต้องใช้ที่ปัดน้ำฝนช่วยกันปกติ) แต่ถ้าเป็นกรณีกระจกบ้าน ก็คงไม่มีปัญหาอะไร กลางคืนก็ปล่อยให้น้ำเกาะไปก่อน พอกลางวันฝ้ามันก็จะเปลี่ยนเป็นฟิล์มน้ำล้างกระจกไปในตัวเอง
แต่มันก็คงมีอายุการใช้งานแหละครับ ซึ่งผมก็ไม่มีข้อมูลว่ามันจะอยู่ได้กี่ปี แต่ถ้าราคาไม่แพงมากนักก็น่าใช้เหมือนกัน
Op (IP:203.185.130.17)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 28 มิ.ย. 2554 (20:13)
ถ้าจะใช้ไททาเนียมไดออกไซด์ มาใช้ในการเร้งการเจริญเติบโตของพืชจะได้หรือไม่ มีวิธีการทำอย่างไร ขอบคุณค่ะ
auchraporn@gmail.com (IP:125.26.245.150)
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=62609
Titanium Dioxide
Titanium Dioxide (TiO2)
เป็นแม่สีชนิดหนึ่งมีโครงสร้างเป็นผลึก แข็ง และโดยส่วนใหญ่จะทำการ Treat ผิวด้วยสารเคมีต่างๆ เพื่อให้การใช้งานใน งานแต่ละประเภททำได้ง่านขึ้น และกระจายตัวได้ดี ซึ่งนิยมใช้ในกระบวนการสีพลาสติก สีพลาสติก กว่า 90 % จะมีส่วนผสมของ TiO2 ทั้งที่เป็นสีขาวล้วน หรือสีอื่นๆ ที่ต้องการความทึบ หรือใช้เพื่อตกแต่งสี TiO2 จึงเป็นแม่สีที่มีความสำคัญมากในกระบวนการ Matching
ชนิดของ Titanium Dioxide
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ rutile และ anatase ซึงมีโครงสร้างของผลึกแตกต่างกัน และให้สีทีี่ต่างกันคือ Rutile สีจะออกโทนเหลืองกว่า ส่วน Anatase สีจะออกโทน Blue กว่าเล็กน้อย และการทนต่อสภาพแสง Rutile จะมีความทนทานดีกว่า ส่วน anatase สีจะเปลี่ยนเป็นเหลืองได้เร็วกว่า นอกจากนั้น กระบวนการผลิตยังมี 2 กระบวนการที่ต่างกันซึ่งจะทำให้ได้ชนิดของ TiO2 ต่างกัน คือ sulphate process จะได้ rutile และ anatase ในขณะที่ Chloride process จะได้ rutile อย่างเดียว
Yellowing effect
การใช้ TiO2 เราจะพบปัญหาเรื่อง Yellowing ในพลาสติกบางประเภท และบางเกรดเช่น HDPE, LDPE บางเกรด ซึงปัญหา Yellowing เกิดจาก การ treat ผิว TiO2 ไม่ดีพอ และ การเติมสาร Phenolic Antioxidant มากเกินไปในพลาสติกเกรดนั้นๆ ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยากับก๊าซ Nitrogen ในอากาศ ทำให้สีเปลี่ยนเหลืองได้เมื่อเก็บใน ware house ซึ่งปฏิกิริยา Yellowing จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสองปัจจัยนี้ในเวลาเดียวกันเท่านั้น นั่นคือ ถ้า TiO2 มีการ treat ผิวที่เหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหา Yellowing แม้พลาสติกจะมี Phenolic Antioxidant อยู่มากก็ตาม ในทางตรงข้าม แม้ TiO2 จะ Treat ผิวมาไม่ดีก็จะไม่เกิดปัญหา Yellowing ถ้าพลาสติกไม่มี Phenolic Antioxidant มากเกินไป
การเลือกใช้ TiO2
การเลือกใช้ TiO2 ตั้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่างเช่น ชนิดของ TiO2 เป็น rutile หรือ anatase ซึง rutile จะเหมาะกับงาน out door มากกว่า ดูการ treat ผิวว่าดีหรือไม่ อาจทำการทดสอบ Yellowing test ทั้ง indoor - Outdoor ในพลาสติกเกรดที่ใช้อยู่ นอกจากนั้นคือเรื่องของ Opacity เรื่องของราคา และการกระจายตัวที่ดีในพลาสติก TiO2 บางเกรดที่มีการ Treat ผิวที่ดี อาจไม่ต้องผสม lubricant ในกระบวนการผลิต และสามารถใช้ loading สูงถึง 80 %
TiO2 มีคุณสมบัติเป็น Anti Oxidant ในตัว คือสามารถสะท้อนแสง UV ไม่ให้ทำลายผิวพลาสติกได้อีกด้วย ฉะนั้น เราสามารถลดการใช้ UV Stabilizer ลงได้เมื่อมี TiO2 เป็นส่วนผสมหลัก
นอกจากนั้น ชิ้นงานที่มีความบางเป็นพิเศษและมีกระบวนการผลิตที่เร็ว ต้องเลือกเกรดที่กระจายตัวได้ดี ไม่เกิดปัญหา reagglomerate หรือ lacing ซึ่งทำให้ชิ้นงานขาด
http://all4polymers.gagto.com/?cid=270207
Titanium Oxide http://www.mne.eng.psu.ac.th/knowledge/student/s441010664/1.htm
TiO2เป็นSemiconductorPhotocatalyticซึ่งมีค่าพลังงานระหว่างชั้นเป็น3.2 eV ซึ่งผลิตมาจากกระบวนการ sulphate process และ chloride process ซึ่งผลผลิตที่ได้จะมีสมบัติพิเศษ ดังนี้
ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
มีความแข็งแรง
ยับยั้งและฆ่าเชื้อโรคถึง 99.99%
กำจัดความเป็นพิษในสภาพแวดล้อม
Titanium dioxide (TiO2) เป็น semiconductor photocatalyst
.
คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเพื่อนๆ ที่ช่วยกันโหวต
ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารเก่าแก่ชนิดหนึ่งเท่าๆกับโลกของเรา และเป็นหนึ่งใน 50 ชนิดของสารที่ผลิตมากที่สุดทั่วโลก
ลักษณะโดยทั่วไป
============
มีสีขาว ทึบแสง เกิดเองตามธรรมชาติมี 2 รูปแบบ ใหญ่ คือ รูไทล์และอานาเทส ทั้ง 2 รูปแบบมีไทเทเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์อยู่กับสารปนเปื้อน ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีจึงจะนำสารปนเปื้อนออกได้ เหลือไว้แต่ไทเทเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์
การใช้งาน
=======
ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารสีที่มีสีขาวมีประโยชน์สำหรับการใช้งานได้หลากหลาย เนื่องจากมันไม่มีกลิ่นและมีความสามารถในการดูดซับ แร่ชนิดนี้พบได้ในหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สีทาบ้านไปถึงอาหารและเครื่องสำอาง ในกลุ่มเครื่องสำอางใช้เพื่อหลายวัตถุประสงค์ ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นสารสีที่มีสีขาว เป็นตัวที่ทำให้เกิดการทึบแสง และเป็นตัวป้องกันแสงแดด
ความมีพิษและอันตราย
================
ไทเทเนียมไดออกไซด์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของสารสีที่ปลอดภัย ไม่ใช่สารที่อยู่ในกลุ่มของสารก่อมะเร็ง สารที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ สารที่ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์เกิดความผิดปกติ หรือสารที่มีพิษ ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าไทเทเนียมไดออกไซด์ไม่ใช่สารที่มีพิษ โดยทั่วไปมีความปลอดภัยในการใช้กับอาหาร ยา สี และเครื่องสำอาง แต่นี่ไม่ใช่ข้อยุติสำหรับการโต้แย้ง ความปลอดภัยของไทเทเนียมไดออกไซด์ในอีกรูปแบบหนึ่งยังไม่ได้กล่าวถึง หนึ่งในรูปแบบของแร่ หรือการสกัดแร่รวมถึงไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ควรคำนึงถึงคือ อนุภาคขนาดเล็กหรืออนุภาคขนาดนาโน ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้สามารถทำแร่ให้มีขนาดเล็กได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่หลายส่วนชื่นชมกับเทคโนโลยีใหม่ บางส่วนเตือนถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายในที่มาถึงร่างกายของเรา มีการศึกษาพบว่าอนุภาคขนาดเล็กของไทเทเนียมไดออกไซด์รูปแบบอนาเทส ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมโครเมตร ก่อให้เกิดโรคได้
นอกจากนี้การบาดเจ็บต่อเซลขึ้นอยู่กับขนาดอนุภาคของไทเทเนียมไดออกไซด์ ยิ่งขนาดอนุภาคเล็กความเป็นพิษก็ยิ่งมากขึ้น โดยขนาด 70 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านถุงลมในปอดได้ ขนาด 50 นาโนเมตร สามารถแทรกผ่านเซลได้ และขนาด 30 นาโนเมตร สามารถแทรกเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ ผลการสรุปนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภค เนื่องจากอุตสาหกรมเครื่องสำอางกำลังใช้สารสีขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในสารกันแดดและเครื่องสำอางที่ให้สี อนุภาคนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์ถูกใช้ในสารกันแดดเนื่องจากไม่มีสีและแม้ว่าจะมีขนาดเล็กก็ยังสามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ มีบริษัทเครื่องสำอางหลายบริษัทที่เพิ่มทุนในการใช้อนุภาคนาโนของโลหะออกไซด์ อย่างไรก็ตามอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ใช้ในฐานะที่เป็นสารกันแดดมีขนาดเล็กอาจจะสามารถแทรกผ่านเซล และนำไปสู่การเกิดกระบวนการโฟโตคะตะไลซิสภายในเซลได้ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ DNA เมื่อได้รับแสง และเป็นที่น่ากลัวว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง การศึกษาโดยการใช้สารกันแดดที่มีไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กทุกวันเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าผิวหนังสามารถดูดซับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ขนาดเล็กได้ อนุภาคเหล่านี้พบได้ในชั้นของผิวหนังภายใต้แสงอุลตร้าไวโอเลต สำหรับอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีขนาดใหญ่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการสะท้อนหรือดูดกลืนแสงอุลตร้าไวเลตได้เพื่อปกป้องผิว ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อนุภาคของสารสีขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นสารกันแดดหรือเครื่องสำอางที่ให้สี
ที่มา:
http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=5&ID=3
เว็บไชต์อื่นๆที่เกี่ยวกับ TiO2
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=62609
http://www.most.go.th/news/newspaper/default.asp?GID=2898
http://learners.in.th/blog/awe2/6538
http://teenet.chiangmai.ac.th/emac/journal/2003/20/09.php
http://www.scisoc.or.th/stt/28/web/content/B_02/B01.htm
http://www.nstda.or.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=51&Itemid=73
3 ปี ผ่านไป แจ้งลบ http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080814010155AAkTHIj
GSM 1024Bit SuperCom Hack
Hacker สาธิตการดักฟังโทรศัพท์มือถือด้วยงบไม่ถึง 5 หมื่นบาท http://blog.resellerthailand.com/?p=7459
3G, EA, GSM, Hacking, IE, MID, Mobile, SEC, Security, VoIP, ข่าวที่น่าสนใจ แสดงความคิดเห็น โดยปกติโทรศัพท์มือถือจะเลือกรับสัญญาณจากเสาส่งสัญญาณที่แรงที่สุดอยู่แล้ว นาย Chris Paget จึงใช้วิธีสร้างเสาส่งสัญญาณขึ้นมาหลอกโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็จะสั่งให้โทรศัพท์มือยกเลิกการเข้ารหัส ทำให้สามารถดักข้อมูลทุกอย่างที่ส่งออกจากโทรศัพท์มือถือได้ ส่วนเสียงพูดคุยโทรศัพท์ก็ส่งผ่าน VoIP อีกทอดและทำการบันทึกไว้ ทั้งหมดนี้ด้วยอุปกรณ์เพียง $1,500 (ราว 48,000 บาท) ซึ่งงบนี้ก็หนักไปทางราคาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กซะส่วนใหญ่ ระบบของนาย Paget นั้นยังดักได้เพียงโทรศัพท์มือถือแบบ GSM 2G เท่านั้น ส่วน 3G ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่ายังไม่สามารถดักไดั แต่ทั้งนี้ก็มีวิธีคือทำการรบกวนสัญญาณระบบ 3G โทรศัพท์มือถือก็จะเปลี่ยนมาใช้ระบบ 2G เอง ซึ่งแม้ว่าระบบ 2G จะมีการเข้ารหัส และตามสเป็คแล้วสามารถเลือกได้ว่าจะเข้ารหัสหรือไม่เข้ารหัส ซึ่งหากไม่มีการเข้ารหัสก็ควรส่งข้อความเตือนบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แต่การตั้งค่าให้เตือนนี้ส่วนใหญ่ถูกตั้งให้ปิดไว้ในซิมการ์ดไม่ให้แสดงข้อความเตือนแม้ไม่มีการเข้ารหัส ทำให้งานของ Paget เป็นไปโดยง่าย การสาธิตในห้องสัมนางาน DEF CON ปรากฎว่ามีโทรศัพท์กว่า 30 เครื่องต่อผ่านอุปกรณ์ของนาย Paget ซึ่งก็ได้ถูกอัดเสียงการสนทนาของผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือในห้องนั้นไว้ในหน่วยความจำแบบแฟลช จากนั้นเปิดให้ฟัง และเมื่อจบการสัมนาก็ได้ทำลายทิ้ง ที่มา – Wired
27C3] เครือข่าย 2G ไม่ปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง, นักวิจัยใช้โทรศัพท์เครื่องละ 450 ดักฟังได้ใน 20 วินาที http://www.blognone.com/news/20788/27c3-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-2g-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B0-450-%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99-20-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5
By: lew on 30/12/10 0:30 Tags: 27C3GSMSecurity
เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าเครือข่าย 2G ในมาตรฐาน A5/1 นั้นเป็นการเข้ารหัสด้วยกุญแจขนาด 64 บิตซึ่งเล็กเกินกว่าจะป้องกันคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้ได้ โดยเมื่อปลายปีที่แล้วนักวิจัยได้นำเสนอผลงานในงาน Chaos Communication Congress ถึงความอ่อนแอของการป้องกันนี้ แต่ผู้ให้บริการก็ยังอ้างว่าอุปกรณ์สำหรับดักฟังในระดับฮาร์ดแวร์นั้นหาได้ยาก, มีราคาแพง, และยังผิดกฏหมายในหลายๆ ประเทศทำให้ความเสี่ยงที่จะถูกดักฟังจริงๆ นั้นต่ำมาก แต่ในงานปีนี้ นักวิจัยได้นำเสนอผลงานอีกชิ้นที่อาศัยช่องโหว่เดิม แต่ลดเวลาการเจาะรหัสเหลือเพียง 20 วินาที และใช้โทรศัพท์ราคา 15 ดอลลาร์หรือ 450 บาทเท่านั้น
ทีมวิจัยอาศัยการเตรียมตารางรหัสผ่านของกุญแจทั้งหมด (มีชื่อเรียกวิธีการว่า rainbow attack) ขนาด 2TB ที่เข้ารหัสข้อความที่รู้ก่อนล่วงหน้า เช่น "อยู่ที่ไหน?" ไว้ด้วยกุญแจทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ จากนั้นจึงส่งข้อความนี้ไปยังเหยื่อที่อยู่ในรัศมีทำการ (สูงสุด 4 กิโลเมตร) จากนั้นจึงดักจับข้อมูลทั้งหมดจากเสา GSM แล้วค้นหาว่าข้อความใดคือข้อความที่ผู้โจมตีส่งออกไปให้เหยื่อ โดยใช้เวลาค้นหาประมาณ 20 วินาที
เมื่อพบข้อความที่เหยื่อได้รับจากเสา GSM แล้ว ผู้โจมตีจะรู้ถึงกุญแจเข้ารหัสที่เหยื่อกำลังใช้งาน โดยทั่วไปแล้วผู้ให้บริการมักใช้กุญแจเข้ารหัสเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักฟังข้อมูลต่อจากนั้นได้ทั้งหมด
ทีมวิจัยใช้โทรศัพท์ Motorola C123 เป็นเครื่องทดสอบหลัก ส่วนซอฟต์แวร์นั้นมีการพัฒนาเฟิร์มแวร์ OsmocomBB ขึ้นมาในทีม และเชื่อมต่อเข้ากับ Wireshark (ภาพอยู่ท้ายข่าว)
ที่มา - Wired
:: ด่วน!!! แฮคเกอร์ถอดรหัส มือถือ GSM ได้แล้ว http://www.tlcthai.com/technology/moblie-pda/12896.html
รายงานข่าวล่าสุด แฮคเกอร์ (hacker) ชาวเยอรมันประกาศว่า เขาสามารถถอดรหัส (crack) สัญญาณการใช้มือถือในระบบจีเอสเอ็ม (GSM) ได้เป็นผลสำเร็จแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาสามารถถอดรหัส เพื่อดักฟังการสนทนาที่เกิดขึ้นจากการเรียกสายมือถือของผู้ใช้ในระบบดังกล่าวได้นั่นเอง โดยแฮคเกอร์รายนี้ได้ประกาศความสำเร็จของเขาในวันที่สองของการจัดงาน Chaos Communication Congress ในกรุงเบอร์ลิน<?xml:namespace prefix = o ns = “urn:schemas-microsoft-com:office:office” />
Karsten Nohl วิศวกรคอมพิวเตอร์ หรือแฮคเกอร์รายนี้ได้เปิดเผยว่า เทคโนโลยีการเข้ารหัส GSM พัฒนา และใช้งานมาตั้งแต่ในปี 1988 (ประมาณ 22 ปีแลั้ว) ปัจจุบันมันสามารถป้องกันการเรียกสายของมือถือทั่วโลกได้ประมาณ 80% โดยการเข้ารหัสเลขฐานสอง 64 บิต ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่โบราณมากๆ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการเข้ารหัสสมัยใหม่ Noha กล่าวว่า เป้าหมายของเขา เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า มันมีจุดอ่อนอยู่ในการเข้ารหัส (encryption) ที่ใช้ในปัจจุบัน และต้องการผลักดันให้มีการอัพเดตระบบรักษาความปลอดภัยดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรม และผู้ผลิตมือถือในระบบ GSM รู้สึกไม่พอใจกับความสำเร็จของ Nohl โดย Claire Cranton ตัวแทนของ GSM กล่าวกับหนังสือพิมพ์ New York Times ว่า สิ่งที่ Nohl ทำเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายในสหราชอณาจักร และสหรัฐฯ การกระทำในลักษณะนี้จะสร้างความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ทั่วโลกได้ แต่ทั้งนี้ทางกลุ่มยังแคลงใจในคำอ้างของ Nohl เกียวกับสิ่งที่เขาทำได้ แม้ว่า โค้ดที่ใช้ในการถอดรหัสสัญญาณ GSM จะไม่มีการแพร่กระจายบนเว็บไซต์ แต่ก็อปปี้ของโค้ดดังกล่าวกลับแพร่สะพัดอยู่ใน BitTorrent
http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums2/http/www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5759300/X5759300.html
คือ Server Call Control ของเครือข่ายเดี๋ยวนี้มันก็คือคอมแหละครับ
ทั้ง โทรศัพท์บ้าน และ โทรศัพท์มือถือ
และตอนนี้ทุกที่เป็น Intelegent Network (IN) กันหมดแล้ว
ดังนั้น การ Control พิเศษ ก็แค่เขียน App เข้าไป ตาม Interface IN
Operator สามารถ ทำได้เลย เหมือน Ringbacktone อ่า เสียงเพลงรอสายหนะครับ หรือ พวก Voicebackground
ถ้าต้องการสืบคนๆ นึง ก็ป้อนเบอร์เค้าให้การโทรทุกสาย
ประชุมสายกับ input เสียงเข้า Server อัดเสียงด้วย
อันนี้จะทำให้เสียเพิ่ม 1 timeslot แต่ก็ช่างมันเถอะ เป็นเจ้าของ timeslot อยู่แล้วนี่นา
ถ้าเนื้อหาที่จะดักมันคุ้มก็ทำ
เพราะอย่างไร Digital GSM ก็ไม่สามารถถอดรหัสตรงได้อยู่แล้วครับ
ต้องหลอกเครือข่ายว่ามีการประชุมสายเท่านั้นถึงจะถอดมาเป็นคำได้
จากนั้น ก็ให้เครือข่าย ติดตาม เบอร์โทรที่โทรเข้าโทรออก ต่อยอดเป็น Tree
แล้วก็ เปิด interface ให้สามารถ Post เบอร์เพิ่มเติมที่ต้องการก็ได้
ไม่ต้องถือ notebook ไปนั่งที่ BST โหลดข้อมูลหรอกครับ
จะให้รับเบอร์ที่ถูกติดตามด้วย SMS ยังได้เลย
แต่ถ้าถูกจับได้ มักให้แม่บ้านรับผิดว่าเป็น Hacker ไป อี่ๆ
------------------------------------------------------
ส่วนดักกลางอากาศ เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว
เพราะ ระบบ SIM จะมี Ki ซึ่ง Random รหัสใหม่เรื่อยๆ
ต้องทาง operator เท่านั้นที่จะรู้สมการตรงกัน
ยกเว้นจะใช้เครื่องดูดเสียงนั่งฟังใกล้ๆคุณหนะเป็นไปได้ครับ
หรืออีกอย่างอาจเป็น App Symbian ที่จัดการประชุมสายอัตโนมัติครับ
หรือบันทึกอัตโนมัติโดยโดนแอบลงไว้ไม่ให้เจ้าตัวรู้
^ ^ อันนี้ JAVA SL45 ตัวเก่ากึ๊กของผม ก็มี Patch นี้บรรจุอยู่ด้วย อี่ๆ ไม่ต้อง Symbain แต่เป็น ฐาน 2
ส่วนเรื่องดาวเทียม ก็ออกจะงง งง อยู่
ความจริงต้องบอกว่าถ้าเครือข่ายภาครับดาวเทียมจะทำก็ทำได้ครับ อย่างที่บอก
ทำที่ AIS , Truemove คุ้มกว่าอีก เพราะ คงใช้โทรศัพท์ Link ดาวเทียมกันน้อย (มั๊ง ทหารใช้ขนาดนั้นเลยเหรอ)
ส่วน DTAC เป็น Gov ที่มีผู้ถือหุ้นคือ telenor ซึ่งมีหุ้นอยู่ใน สหรัฐอเมริกา
การดำเนินการด้าน IT และ ข้อมูลจะโดนควบคุมมากกว่า แต่ก็นะอะไรก็ไม่แน่ไม่นอน
ส่วนเพื่อนคุณถ้าไม่ใช่นามสกุล ชินวัตร ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ
การกวาดฟังระดับถึงตัวบุคคลหลายๆ คน เปลืองช่องตายเลย จากโทรกันได้ 150 สาย จะเหลือแค่ 100
แล้วยังต้องซื้อ Speech Process เพื่อดักการพูดบางคำ Realtime อีกระบบ หลายแสนล้าน (software + hardware+link + GSM interface)
ถ้าหากผู้บริหารแต่ละค่าย หรือ ตำแหน่งใหญ่ๆ ไม่กล้าใช้เครือข่ายอื่น นั่นก็ ok ครับ เพราะมันจะทำก็ทำได้จริงๆ
ถ้าเป็นผู้น่าติดตาม
ผมใช้ ดี ตรวจสอบการถูกดักฟังโทรศํพท์...ชัวร์ครับการดักฟังมีจริง http://topicstock.pantip.com/mbk/topicstock/2009/07/T8077159/T8077159.html
ซอฟต์แวร์การเข้ารหัสลับของเราเป็นระบบ GSM ที่ออกแบบมาเพื่อเข้ารหัสโทรศัพท์มือถือของคุณทันที, ปกป้องคุณจาก interceptions กำลังดักข้อมูลและการเรียกร้อง การรักษาความปลอดภัยด้วยเสียง GSM เป็นเสียงเพล็กซ์เต็มเวลาจริงวิธีการเข้ารหัสซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถพูดคุยและฟังที่ในเวลาเดียวกัน ซอฟต์แวร์ที่สามารถเข้ากันได้กับโทรศัพท์มือถือโนเกียหลาย ไม่มีการปรับเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น! โทรตรวจสอบทำโดยใช้การเข้ารหัส RSA แตกขึ้นอยู่กับขั้นตอนวิธีการ 1024 คีย์ bit ไม่สมมาตรโดยใช้คีย์แบบสุ่ม การเข้ารหัสเสียงจะขึ้นอยู่กับขั้นตอนวิธีการ ARC4 พิเศษที่แข็งแกร่งและทำโดยใช้การเริ่มต้นคีย์ RSA เซสชั่น การโทรของคุณไม่สามารถถูกละเมิดโดยบุคคลที่สามใด ๆ และที่มีการประกัน! ซอฟต์แวร์ของเราประสบความสำเร็จผ่านการทดสอบการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลและได้รับใบรับรองการรักษาความปลอดภัยของกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล การรักษาความปลอดภัยด้วยเสียง GSM เป็นอย่างเข้ากันได้กับต่อไปนี้โทรศัพท์มือถือโนเกีย : N70, N71, N72, N73, N73 Music Edition, N75, N76, N77, N93, N93i, N80, N90, N91, N91 8GB, E70, E61, E62, E60, E50, 6630, 6680, 6681
http://www.dekdee.com/board/view.php?id=776306
http://www.marcorange.nl/mobile/Security_Privacy/Other_Security_Privacy/Download-Secure_Voice_GSM.html
http://www.marcorange.nl/mobile/Security_Privacy/Other_Security_Privacy/Review-Secure_Voice_GSM.html
http://www.securevoicegsm.com/
http://www.secure-voice.com/
http://www.marcorange.nl/mobile/Security_Privacy/Other_Security_Privacy/Review-Secure_Voice_GSM.html?-Secure%20Voice%20GSM
http://download.cnet.com/Secure-Voice-GSM/3000-2064_4-10865651.html
http://www.thespyphone.com/
3G, EA, GSM, Hacking, IE, MID, Mobile, SEC, Security, VoIP, ข่าวที่น่าสนใจ แสดงความคิดเห็น โดยปกติโทรศัพท์มือถือจะเลือกรับสัญญาณจากเสาส่งสัญญาณที่แรงที่สุดอยู่แล้ว นาย Chris Paget จึงใช้วิธีสร้างเสาส่งสัญญาณขึ้นมาหลอกโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็จะสั่งให้โทรศัพท์มือยกเลิกการเข้ารหัส ทำให้สามารถดักข้อมูลทุกอย่างที่ส่งออกจากโทรศัพท์มือถือได้ ส่วนเสียงพูดคุยโทรศัพท์ก็ส่งผ่าน VoIP อีกทอดและทำการบันทึกไว้ ทั้งหมดนี้ด้วยอุปกรณ์เพียง $1,500 (ราว 48,000 บาท) ซึ่งงบนี้ก็หนักไปทางราคาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กซะส่วนใหญ่ ระบบของนาย Paget นั้นยังดักได้เพียงโทรศัพท์มือถือแบบ GSM 2G เท่านั้น ส่วน 3G ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่ายังไม่สามารถดักไดั แต่ทั้งนี้ก็มีวิธีคือทำการรบกวนสัญญาณระบบ 3G โทรศัพท์มือถือก็จะเปลี่ยนมาใช้ระบบ 2G เอง ซึ่งแม้ว่าระบบ 2G จะมีการเข้ารหัส และตามสเป็คแล้วสามารถเลือกได้ว่าจะเข้ารหัสหรือไม่เข้ารหัส ซึ่งหากไม่มีการเข้ารหัสก็ควรส่งข้อความเตือนบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แต่การตั้งค่าให้เตือนนี้ส่วนใหญ่ถูกตั้งให้ปิดไว้ในซิมการ์ดไม่ให้แสดงข้อความเตือนแม้ไม่มีการเข้ารหัส ทำให้งานของ Paget เป็นไปโดยง่าย การสาธิตในห้องสัมนางาน DEF CON ปรากฎว่ามีโทรศัพท์กว่า 30 เครื่องต่อผ่านอุปกรณ์ของนาย Paget ซึ่งก็ได้ถูกอัดเสียงการสนทนาของผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือในห้องนั้นไว้ในหน่วยความจำแบบแฟลช จากนั้นเปิดให้ฟัง และเมื่อจบการสัมนาก็ได้ทำลายทิ้ง ที่มา – Wired
27C3] เครือข่าย 2G ไม่ปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง, นักวิจัยใช้โทรศัพท์เครื่องละ 450 ดักฟังได้ใน 20 วินาที http://www.blognone.com/news/20788/27c3-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-2g-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B0-450-%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99-20-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5
By: lew on 30/12/10 0:30 Tags: 27C3GSMSecurity
เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าเครือข่าย 2G ในมาตรฐาน A5/1 นั้นเป็นการเข้ารหัสด้วยกุญแจขนาด 64 บิตซึ่งเล็กเกินกว่าจะป้องกันคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้ได้ โดยเมื่อปลายปีที่แล้วนักวิจัยได้นำเสนอผลงานในงาน Chaos Communication Congress ถึงความอ่อนแอของการป้องกันนี้ แต่ผู้ให้บริการก็ยังอ้างว่าอุปกรณ์สำหรับดักฟังในระดับฮาร์ดแวร์นั้นหาได้ยาก, มีราคาแพง, และยังผิดกฏหมายในหลายๆ ประเทศทำให้ความเสี่ยงที่จะถูกดักฟังจริงๆ นั้นต่ำมาก แต่ในงานปีนี้ นักวิจัยได้นำเสนอผลงานอีกชิ้นที่อาศัยช่องโหว่เดิม แต่ลดเวลาการเจาะรหัสเหลือเพียง 20 วินาที และใช้โทรศัพท์ราคา 15 ดอลลาร์หรือ 450 บาทเท่านั้น
ทีมวิจัยอาศัยการเตรียมตารางรหัสผ่านของกุญแจทั้งหมด (มีชื่อเรียกวิธีการว่า rainbow attack) ขนาด 2TB ที่เข้ารหัสข้อความที่รู้ก่อนล่วงหน้า เช่น "อยู่ที่ไหน?" ไว้ด้วยกุญแจทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ จากนั้นจึงส่งข้อความนี้ไปยังเหยื่อที่อยู่ในรัศมีทำการ (สูงสุด 4 กิโลเมตร) จากนั้นจึงดักจับข้อมูลทั้งหมดจากเสา GSM แล้วค้นหาว่าข้อความใดคือข้อความที่ผู้โจมตีส่งออกไปให้เหยื่อ โดยใช้เวลาค้นหาประมาณ 20 วินาที
เมื่อพบข้อความที่เหยื่อได้รับจากเสา GSM แล้ว ผู้โจมตีจะรู้ถึงกุญแจเข้ารหัสที่เหยื่อกำลังใช้งาน โดยทั่วไปแล้วผู้ให้บริการมักใช้กุญแจเข้ารหัสเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักฟังข้อมูลต่อจากนั้นได้ทั้งหมด
ทีมวิจัยใช้โทรศัพท์ Motorola C123 เป็นเครื่องทดสอบหลัก ส่วนซอฟต์แวร์นั้นมีการพัฒนาเฟิร์มแวร์ OsmocomBB ขึ้นมาในทีม และเชื่อมต่อเข้ากับ Wireshark (ภาพอยู่ท้ายข่าว)
ที่มา - Wired
:: ด่วน!!! แฮคเกอร์ถอดรหัส มือถือ GSM ได้แล้ว http://www.tlcthai.com/technology/moblie-pda/12896.html
รายงานข่าวล่าสุด แฮคเกอร์ (hacker) ชาวเยอรมันประกาศว่า เขาสามารถถอดรหัส (crack) สัญญาณการใช้มือถือในระบบจีเอสเอ็ม (GSM) ได้เป็นผลสำเร็จแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาสามารถถอดรหัส เพื่อดักฟังการสนทนาที่เกิดขึ้นจากการเรียกสายมือถือของผู้ใช้ในระบบดังกล่าวได้นั่นเอง โดยแฮคเกอร์รายนี้ได้ประกาศความสำเร็จของเขาในวันที่สองของการจัดงาน Chaos Communication Congress ในกรุงเบอร์ลิน<?xml:namespace prefix = o ns = “urn:schemas-microsoft-com:office:office” />
Karsten Nohl วิศวกรคอมพิวเตอร์ หรือแฮคเกอร์รายนี้ได้เปิดเผยว่า เทคโนโลยีการเข้ารหัส GSM พัฒนา และใช้งานมาตั้งแต่ในปี 1988 (ประมาณ 22 ปีแลั้ว) ปัจจุบันมันสามารถป้องกันการเรียกสายของมือถือทั่วโลกได้ประมาณ 80% โดยการเข้ารหัสเลขฐานสอง 64 บิต ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่โบราณมากๆ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการเข้ารหัสสมัยใหม่ Noha กล่าวว่า เป้าหมายของเขา เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า มันมีจุดอ่อนอยู่ในการเข้ารหัส (encryption) ที่ใช้ในปัจจุบัน และต้องการผลักดันให้มีการอัพเดตระบบรักษาความปลอดภัยดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรม และผู้ผลิตมือถือในระบบ GSM รู้สึกไม่พอใจกับความสำเร็จของ Nohl โดย Claire Cranton ตัวแทนของ GSM กล่าวกับหนังสือพิมพ์ New York Times ว่า สิ่งที่ Nohl ทำเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายในสหราชอณาจักร และสหรัฐฯ การกระทำในลักษณะนี้จะสร้างความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ทั่วโลกได้ แต่ทั้งนี้ทางกลุ่มยังแคลงใจในคำอ้างของ Nohl เกียวกับสิ่งที่เขาทำได้ แม้ว่า โค้ดที่ใช้ในการถอดรหัสสัญญาณ GSM จะไม่มีการแพร่กระจายบนเว็บไซต์ แต่ก็อปปี้ของโค้ดดังกล่าวกลับแพร่สะพัดอยู่ใน BitTorrent
http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums2/http/www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5759300/X5759300.html
คือ Server Call Control ของเครือข่ายเดี๋ยวนี้มันก็คือคอมแหละครับ
ทั้ง โทรศัพท์บ้าน และ โทรศัพท์มือถือ
และตอนนี้ทุกที่เป็น Intelegent Network (IN) กันหมดแล้ว
ดังนั้น การ Control พิเศษ ก็แค่เขียน App เข้าไป ตาม Interface IN
Operator สามารถ ทำได้เลย เหมือน Ringbacktone อ่า เสียงเพลงรอสายหนะครับ หรือ พวก Voicebackground
ถ้าต้องการสืบคนๆ นึง ก็ป้อนเบอร์เค้าให้การโทรทุกสาย
ประชุมสายกับ input เสียงเข้า Server อัดเสียงด้วย
อันนี้จะทำให้เสียเพิ่ม 1 timeslot แต่ก็ช่างมันเถอะ เป็นเจ้าของ timeslot อยู่แล้วนี่นา
ถ้าเนื้อหาที่จะดักมันคุ้มก็ทำ
เพราะอย่างไร Digital GSM ก็ไม่สามารถถอดรหัสตรงได้อยู่แล้วครับ
ต้องหลอกเครือข่ายว่ามีการประชุมสายเท่านั้นถึงจะถอดมาเป็นคำได้
จากนั้น ก็ให้เครือข่าย ติดตาม เบอร์โทรที่โทรเข้าโทรออก ต่อยอดเป็น Tree
แล้วก็ เปิด interface ให้สามารถ Post เบอร์เพิ่มเติมที่ต้องการก็ได้
ไม่ต้องถือ notebook ไปนั่งที่ BST โหลดข้อมูลหรอกครับ
จะให้รับเบอร์ที่ถูกติดตามด้วย SMS ยังได้เลย
แต่ถ้าถูกจับได้ มักให้แม่บ้านรับผิดว่าเป็น Hacker ไป อี่ๆ
------------------------------------------------------
ส่วนดักกลางอากาศ เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว
เพราะ ระบบ SIM จะมี Ki ซึ่ง Random รหัสใหม่เรื่อยๆ
ต้องทาง operator เท่านั้นที่จะรู้สมการตรงกัน
ยกเว้นจะใช้เครื่องดูดเสียงนั่งฟังใกล้ๆคุณหนะเป็นไปได้ครับ
หรืออีกอย่างอาจเป็น App Symbian ที่จัดการประชุมสายอัตโนมัติครับ
หรือบันทึกอัตโนมัติโดยโดนแอบลงไว้ไม่ให้เจ้าตัวรู้
^ ^ อันนี้ JAVA SL45 ตัวเก่ากึ๊กของผม ก็มี Patch นี้บรรจุอยู่ด้วย อี่ๆ ไม่ต้อง Symbain แต่เป็น ฐาน 2
ส่วนเรื่องดาวเทียม ก็ออกจะงง งง อยู่
ความจริงต้องบอกว่าถ้าเครือข่ายภาครับดาวเทียมจะทำก็ทำได้ครับ อย่างที่บอก
ทำที่ AIS , Truemove คุ้มกว่าอีก เพราะ คงใช้โทรศัพท์ Link ดาวเทียมกันน้อย (มั๊ง ทหารใช้ขนาดนั้นเลยเหรอ)
ส่วน DTAC เป็น Gov ที่มีผู้ถือหุ้นคือ telenor ซึ่งมีหุ้นอยู่ใน สหรัฐอเมริกา
การดำเนินการด้าน IT และ ข้อมูลจะโดนควบคุมมากกว่า แต่ก็นะอะไรก็ไม่แน่ไม่นอน
ส่วนเพื่อนคุณถ้าไม่ใช่นามสกุล ชินวัตร ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ
การกวาดฟังระดับถึงตัวบุคคลหลายๆ คน เปลืองช่องตายเลย จากโทรกันได้ 150 สาย จะเหลือแค่ 100
แล้วยังต้องซื้อ Speech Process เพื่อดักการพูดบางคำ Realtime อีกระบบ หลายแสนล้าน (software + hardware+link + GSM interface)
ถ้าหากผู้บริหารแต่ละค่าย หรือ ตำแหน่งใหญ่ๆ ไม่กล้าใช้เครือข่ายอื่น นั่นก็ ok ครับ เพราะมันจะทำก็ทำได้จริงๆ
ถ้าเป็นผู้น่าติดตาม
ผมใช้ ดี ตรวจสอบการถูกดักฟังโทรศํพท์...ชัวร์ครับการดักฟังมีจริง http://topicstock.pantip.com/mbk/topicstock/2009/07/T8077159/T8077159.html
ซอฟต์แวร์การเข้ารหัสลับของเราเป็นระบบ GSM ที่ออกแบบมาเพื่อเข้ารหัสโทรศัพท์มือถือของคุณทันที, ปกป้องคุณจาก interceptions กำลังดักข้อมูลและการเรียกร้อง การรักษาความปลอดภัยด้วยเสียง GSM เป็นเสียงเพล็กซ์เต็มเวลาจริงวิธีการเข้ารหัสซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถพูดคุยและฟังที่ในเวลาเดียวกัน ซอฟต์แวร์ที่สามารถเข้ากันได้กับโทรศัพท์มือถือโนเกียหลาย ไม่มีการปรับเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น! โทรตรวจสอบทำโดยใช้การเข้ารหัส RSA แตกขึ้นอยู่กับขั้นตอนวิธีการ 1024 คีย์ bit ไม่สมมาตรโดยใช้คีย์แบบสุ่ม การเข้ารหัสเสียงจะขึ้นอยู่กับขั้นตอนวิธีการ ARC4 พิเศษที่แข็งแกร่งและทำโดยใช้การเริ่มต้นคีย์ RSA เซสชั่น การโทรของคุณไม่สามารถถูกละเมิดโดยบุคคลที่สามใด ๆ และที่มีการประกัน! ซอฟต์แวร์ของเราประสบความสำเร็จผ่านการทดสอบการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลและได้รับใบรับรองการรักษาความปลอดภัยของกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล การรักษาความปลอดภัยด้วยเสียง GSM เป็นอย่างเข้ากันได้กับต่อไปนี้โทรศัพท์มือถือโนเกีย : N70, N71, N72, N73, N73 Music Edition, N75, N76, N77, N93, N93i, N80, N90, N91, N91 8GB, E70, E61, E62, E60, E50, 6630, 6680, 6681
http://www.dekdee.com/board/view.php?id=776306
http://www.marcorange.nl/mobile/Security_Privacy/Other_Security_Privacy/Download-Secure_Voice_GSM.html
http://www.marcorange.nl/mobile/Security_Privacy/Other_Security_Privacy/Review-Secure_Voice_GSM.html
http://www.securevoicegsm.com/
http://www.secure-voice.com/
http://www.marcorange.nl/mobile/Security_Privacy/Other_Security_Privacy/Review-Secure_Voice_GSM.html?-Secure%20Voice%20GSM
http://download.cnet.com/Secure-Voice-GSM/3000-2064_4-10865651.html
http://www.thespyphone.com/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)